วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

บทที่ 1 การลง Turbo C++ 3.0, Borland C 3.0 มารู้จัก มาเริ่มต้นด้วย Turbo C 3.0 DOS

บทที่ 1 เริ่มติดตั้งเครื่องมือที่จะใช้ในการเรียนเขียนโปรแกรมกันก่อน

ในที่นี้ผมจะอ้างอิงคำสั่งหรือโค้ดจากการใช้เครื่องมือการเขียนโปรแกรมที่เรียกว่า Turbo C ซึ่งมันเป็นตัว Editor ที่ค่อนข้างจะเก่ามาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ  ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็น DOS (Disk Operating System) นั่นแหล่ะ สมัยนั้นเปิดเครื่องมาเราก็จะได้หน้าจอสีดำพร้อมกับเครื่อง  A:\> (อันนี้ก็เก่าไปหรือเปล่า สมัยก่อนเครื่องคอมพ์จะไม่มี Hard Disk มานะครับ สมัยโน้นเลยจอยังเป็นตัวอักษรสีเขียว พื้นสีดำ ไม่มีกราฟฟิคใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่อยากจะบอกว่าเม้าส์ยังไม่มีเลย)  พอถัดมา Hard Disk เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเวลาบูทเครื่องเสร็จปุ๊บ เราก็จะได้เครื่องหมาย C:\> หน้าตาประมาณดังรูปแต่มันจะเป็นแบบ Full Screen เลย

เราเรียก Command Console ในสมัยก่อนว่า ซี พร้อมพ์ (C Prompt) หน้าที่เราก็คือพิมพ์คำสั่งลงไป
แต่ในสมัยนี้บูทเครื่องขึ้นมาหน้าจอจะเป็น Graphical เราสามารถสั่งงานได้ด้วยการคลิ๊ก สมัยก่อนเม้าส์ไม่มีก็จะเป็น
ระบบสั่งงานด้วยคำสั่ง คือใช้คีย์บอร์ดพิมพ์คำสั่ง ลงไป

พอจะเข้า windows ซึ่งตอนนั้นก็ Windows 3.11 ก็พิมพ์ไปเลยครับว่า win  อันนี้ย้อนความหลังไปไกลหน่อย อิอิ ไม่ว่ากันนะ  สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เครื่องต้องเริ่มใส่ Hard Disk ในยุคนั้นผมว่าโดยหลัก ๆ เลยก็คือเจ้าโปรแกรม Window 3.11 นี่แหล่ะ ซึ่งภายหลังก็วิวัฒนาการเป็น OS (Operating System) ก็คือ Windows 98 > Windows Me > Windows XP > Windows Vista > Windows 7 > Windows 8 ในปัจจุบัน

Windows 3.11 มันไม่สามารถที่จะเรียก หรือเปิดจากแผ่นได้แล้วเพราะขนาดมันใหญ่กว่า 1.44 Mega Byte  สมัยนั้น Hard Drive ขนาด 100 MฺB ก็เรียกได้ว่าเยอะมากเลย  สมัยก่อนไม่มีอินเตอร์เน็ต การจะหา software อะไรทีนั้นทำอย่างไร ?  ก็สั่งซื้อทางไปรษณีย์ไงครับ  ผมจำได้เลือนลางว่ามันจะมี catalog เป็นกระดาษมาเลยนะ จำชื่อไม่ได้แล้วว่าเขาเรียกชื่อว่าอะไร นั่นคือที่มาสำหรับการหา software ในสมัยนั้น สมัยที่ซึ่งมีแต่แผ่น Floppy ได้มาแผ่นหนึ่งก็ DiskCopy A: B: , DiskCopy A: A: กันใหญ่เลยทีเดียว บางเครื่องมี Drive เดียว ต้องใส่แผ่น Source ลงไปก่อน เครื่องก็จะอ่านข้อมูลจากแผ่นตั้งแต่ sector แรก ไปเก็บไว้ที่ Memory แล้วมันจะให้ใส่ Destination Disk ทำวน ไปวน มาจนเสร็จ จำนวนรอบของการชักแผ่นเข้า แผ่นออก ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของ Memory ในเครื่องนั้นเลยหล่ะ จำได้ว่าเครื่องสมัยนั้นจอเขียว แรม 2 MB นี่ก็เทพแล้ว ฮ่า ๆ ๆ (เวลามันผ่านไปไวจริงน้อ ....)  ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขียนโปรแกรมหรอก แค่อยากเล่าประสบการณ์วัยเด็กให้ฟังหน่ะนะ อิอิ

ผมขอเรียกไอ้หน้าจอดำ ๆ ข้างบนนั้นว่า Command Console ซึ่งสามารถเรียกได้จาก Start > Accessories > Command Prompt

วิธีการเปิด Command Console จาก Windows XP

ซึ่งใน Windows ใหม่ ๆ หรือถ้าหาไม่เจอ เราสามารถสั่งจาก run command ได้

หน้าจอนี้เราสามารถกดแป้นลัดของ windows ได้ด้วยการกด คีย์ window + R
(คีย์ windows ก็คือปุ่มบนคีย์บอร์ดที่มีโลโก้ windows --- เวลากดให้กด window key ค้างไว้ แล้วกด R ไม่ต้องกด shift + R เพื่อให้ได้ตัวพิมพ์ใหญ่นะ กดแป้น R ลงไปตรง ๆ เลย, ปล่อย R, ปล่อย windows key)
พอเข้าหน้าต่าง Run (การเข้าหน้าต่าง Run กดแป้นคีย์บอร์ดง่ายที่สุดแล้วนะผมว่า โดยการกด คีย์ windows + R)  แล้วพิมพ์คำว่า cmd แล้วกด Enter ก็จะได้ Command Prompt มาสมใจ.

จากนี้เราพักเรื่อง Command Console ก่อนนะครับ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทีนี้เราก็ไปหาโปรแกรม Turbo C มาลง การลงนั้นง่ายมาก โดยมากแล้วเราจะเจอกันในรูปแบบของ .zip หรือพวก .rar พวก Compress Files เราก็แตกไฟล์ออกมา  โดยปกติแล้วไฟล์ที่แจก ๆ กันมานั้น การตั้งค่าของ Turbo C แรกเริ่มมักจะเป็นการตั้งค่าในรูปแบบให้ทำงานอยู่ใน Drive C นะครับ

อันนี้ผมได้ไฟล์เป็นแบบ self extractor ก็คือไฟล์ที่แตกออกมาได้โดยที่ระบบ windows ไม่ต้องติดตั้ง
โปรแกรม WinZip หรือ WinRAR
ถ้าไม่มีไฟล์ตามไป Download มาได้ที่  ผมอัพโหลดไว้ให้ที่ 4Share แล้วนะครับคลิ๊กได้เลย
Download Turbo C.exe


อย่าลืมว่าในเบื้องต้นอยากจะให้แตกไฟล์ไว้ที่ Drive C ก่อนนะครับ
หัวใจสำคัญก็คือมี folder ชื่อ TC อยู่ใน Drive C นะครับ
จากนั้นให้เราเข้าสู่ Command Console อีกครั้งหนึ่ง (วิธีเข้า .... ลืมไปแล้วก็ ย้อนกลับไปดูด้านบนนะครับ)

เมื่อเข้ามาหน้าจอของ Command Console แล้วให้พิมพ์คำสั่ง cd\tc (ซีดีแบ็คสแลชทีซี) จากนั้นกด Enter
หลังจากหน้าต่างของ Command Console เปิดขึ้นมาแล้วก็ให้พิมพ์คำสั่ง cd\tc  ซึ่งคำสั่ง cd นั้นย่อมาจาก คำว่า Change Directory เครื่องหมาย \ (Back Slash) แทน root Directory ของ Drive ปัจจุบันครับ ก็คือ root ของ Drive C นั่นเอง แล้วก็เลือก Directory คือ TC  เนื่องจากในระบบปฏิบัติการของ windows นั้นไม่ได้เป็น case-sensitive ก็ทำให้การพิมพ์ตัวพิมพ์ใหญ่ หรือพิมพ์เล็กนั้นมีค่าเท่ากันครับ จะพิมพ์ใหญ่ก็ได้หรือจะพิมพ์เล็กก็ได้เช่นเดียวกัน

คำว่า Directory ก็คือ Folder นั่นแหล่ะ แสดงด้วย Icon รูปแฟ้มเฉย ๆ  การทำคำสั่งด้วยคีย์บอร์ดนั้นมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือสามารถสั่งงานได้ทีละหลาย ๆ คำสั่ง ไม่ต้องพึ่ง UI (User Interface) พูดง่าย ๆ ก็คือ เหมือนกับเลือกเส้นทางในการทำงานต่างกันแต่ก็ได้ผลเหมือนกัน

สรุปง่าย ๆ เลยก็คือพวก command พวกนี้ก็จะมีลักษณะเป็นคำสั่งที่เราใช้ป้อนด้วยคีย์บอร์ด แทนที่เราจะป้อนข้อมูลด้วยการลากเมาส์ไปคลิ๊ก ๆ ที่ folder นั่นแล

จากนั้นก็เข้าไปใน Directory อีกตัวหนึ่งก็คือ bin เข้าได้โดยการพิมพ์ cd bin ซึ่งอันนี้จะเป็นการเข้าโฟลเดอร์ ที่อยู่ใน folder ปัจจุบัน (C:\TC) ที่ไม่มี \ (Back Slash) เพราะว่าเราไม่ได้เข้า folder bin ที่อยู่ใน root แต่เราเข้า folder bin จาก C:\TC นะ  พิมพ์คำสั่งแล้วกด enter ด้วยนะครับ

ที่ซึ่งจะมีตัวรันเป็นตัว editor อยู่ และยังมีไฟล์ที่สำคัญอื่น ๆ ด้วยเช่นพวก compiler , linker
สั่งเรียกตัว Editor ด้วยคำสั่ง TC

Command Dialog ของเราก็จะไปเรียกตัวที่ทำหน้าที่เป็น IDE ขึ้นมา  ...... คำว่า IDE ย่อมาจาก Integrated Development Environment

คือขอท้าวความไปถึงการเขียนโปรแกรมในสมัยก่อน ๆ นี้ว่า หรือบางทีคนที่เขียนโปรแกรมบน linux คือเวลาเราทำงานด้านการเขียนโปรแกรมนั้นเราจะมีขั้นตอนหลัก ๆ อยู่ก็คือ

1. สร้างไฟล์ซอร์สโค้ด (Source Code) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วกระบวนการนี้ก็คือสร้างไฟล์ที่เก็บข้อความนั่นแหล่ะ เป็นชนิด Text File (การเป็น Text File ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องมีส่วนขยาย-File Extension เป็น .txt นะครับ แต่เราดูกันที่เนื้อหา การเข้ารหัสของไฟล์ว่าเข้ารหัสแบบไหนไว้ Text File ถือว่าเป็นไฟล์ที่ค่อนข้างจะ simple ที่สุดแล้วหล่ะครับ หมายถึง รูปแบบการจัดเก็บง่าย เก็บภาษาที่มนุษย์สามารถอ่านออกได้โดยที่ไม่ต้องไปแปลความหมายอะไรเพิ่ม ประมาณเปิดมา มนุษย์ก็อ่านได้เลย โดยเฉพาะผู้ที่รู้ภาษาอังกฤษนะครับ)

2. นำไฟล์ Source โค้ดที่ได้จาก ขั้นตอนแรก ไปทำการ Compile การ Compile หมายถึง การตรวจโดยใช้โปรแกรมที่เรียกว่า Compiler ว่าเขียนคำสั่งใน Source Code นั้นได้ถูกต้องหรือไม่ มีผิดตรงไหนไหม โดยมากแล้ว Compiler ก็จะเหมือนเครื่องมือในการตีความคำสั่งต่าง ๆ ที่อยู่ใน Source Code นั่นแหล่ะ เป็นการตรวจ โครงสร้างของคำสั่ง อะไรพวกนี้ ซึ่งบางทีมนุษย์เราก็จะพิมพ์ผิดบ้าง ผิดหลักบ้าง เหมือนเด็ก ๆ ที่พูดสลับกันคือถ้าเราคุยกับมนุษย์ด้วยกัน เจอคนพูดผิดหรือสลับ เราก็ยังพอจะรู้ความหมาย แต่การทำงานกับคอมพิวเตอร์นั้นจะต้องเป๊ะ ๆ ตามแบบแผนที่เขาวางเอาไว้เลยครับ ถ้าพิมพ์อะไรก็ได้อย่างที่อยากพิมพ์ ก็จะไม่สามารถผ่านขั้นตอนการ Compile นี้ไปได้  อะไรประมาณนี้

แบบแผนที่เขาวางเอาไว้ก็หมายถึงเช่น เรากำลังเขียนภาษาซี เราก็จะต้องมีการเขียนให้ถูกต้องตามโครงสร้างของเขาเช่น จบคำสั่งต้องปิดด้วยเครื่อง ; (semi colon) นั่นก็ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ของแต่ละภาษา  เหมือนถ้าเราจะพูดภาษาไทย คำว่า ลูกบอลสีแดง ก็เท่ากับคำว่า Red Ball ไม่ใช่ Ball Red แบบนี้เป็นต้น

3. นำไฟล์ที่ได้จากข้อ 2 ไปทำ link เพื่อทำให้เป็น executable file ไฟล์ที่สามารถที่จะทำงานได้ ก็ต้องเป็นไฟล์ที่สามารถ executable ได้  ดังนั้นเราจะเห็นผลลัพธ์ของขั้นตอนที่ 1 ก็ในขั้นตอนนี้ โปรแกรมจะรันได้ถูกต้องตามความต้องการ ตามโจทย์ที่กำหนดให้หรือไม่ ก็จะได้เห็นในขั้นตอนนี้

ซึ่งการเป็น IDE ก็คือการรวมขั้นตอนทั้งสามข้อมาอยู่ที่เดียวกัน เรียกได้ว่าเป็น one stop service เลย ที่เดียวทำได้ทุกอย่างประมาณนั้น เหมือนที่หน่วยราชการของเราก็พยายามทำกันมานานแล้ว ไม่ต้องวิ่งไปแจ้งความที่โรงพัก เอาบันทึกประจำวันจากโรงพักไปอำเภอ ไปทำบัตรใหม่ อะไรพวกนี้ แล้วทำไมจุดรับแจ้งทำบัตรหายถึงไม่อยู่ที่ใดที่หนึ่ง ทำปุ๊บออกบัตรได้เลย ประมาณนั้นแล ความหมายของ IDE - Integrated Development Environment

หน้าตาของ Turbo C++
อันนี้คือหน้าตาของ Turbo C จะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่าหน้าตาจะมีสีสรรสวยงาม แต่ว่า ณ จุดนี้ ดังรูปก็ยังเรียกว่าเป็น Text Mode อยู่ดี  ปกติแล้วก็สามารถใช้เมาส์ได้ แต่ว่าผมจะอิงกับคีย์บอร์ดควบคู่กันไปนะครับ

สำหรับการใช้งานก็อาจจะยุ่งยากสักเล็กน้อยสำหรับเด็กที่เกิดไม่ทัน DOS นะครับ แต่ในสมัยนั้นนี่ถือว่าเยี่ยมมากแล้วหล่ะนะ ลองใช้คำสั่ง Help > About ดู สำหรับคีย์บอร์ดก็กดแป้น Alt + H (หมายถึง กดแป้น Alt ค้างไว้ แล้วกดปุ่ม h, ปล่อย h, ปล่อย Alt) แล้วใช้ cursor  key เลื่อนไปที่ About ดู

หน้าจอของ Help > About
ก็จะเห็นได้ว่าตามนั้น แหล่ะก็ตั้งแต่ปี 1990 1992 บางคนยังไม่เกิดเลยใช่ไหมหล่ะ ?  ซึ่งปัจจุบัน Turbo C นี้ก็ไม่มีลิขสิทธิ์แล้วหล่ะ โหลดได้ฟรี เล่นได้ฟรี จึงเป็นเครื่องมือที่นิยมมาใช้สอนน้อง ๆ ที่เรียน ปี 1 แต่หลาย ๆ ที่ก็เริ่มที่จะไม่ใช้แล้วหล่ะมั้ง อันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

ข้อดีของ ภาษาซี คือมันจะไปคล้าย ๆ กับ พวก Java , PHP ซึ่งเป็นสองภาษาใหญ่ที่มีคนนิยมใช้กันเยอะ ดังนั้นเขียนภาษาซี ได้ไปเขียน Java ก็จะง่ายขึ้น หรือพอจะไปทำเว็บด้วย PHP เราก็จะเห็นว่า มันเขียนไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ มีกลิ่นคล้าย ๆ กัน

ข้อดีของ Turbo C ก็คือเราสามารถเขียน ภาษาซี แบบธรรมดาก็ได้ หรือจะเขียนแบบเชิงวัตถุหรือที่เรียกว่า Object Oriented Programming (OOP) ก็ได้  แต่บล็อกผมน่าจะอิงแบบ ซี ธรรมดา นะครับ ณ จุดนี้

อีกอย่างหนึ่งก็คือมันมี help ที่รวบรวมคำสั่งให้เราเปิดดูได้ด้วย อันนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เขียนโปรแกรมยังไม่ชำนาญ ยังงงอยู่ว่าคำสั่งนี้ใช้งานอย่างไง ไปที่ เมนู Help > Index

ศูนย์รวมคำสั่งต่าง ๆ ที่เราสามารถเข้าไปอ่านได้ อ่านวิธีการใช้งานของแต่ละคำสั่งได้

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ การทำงานจะเป็นลักษณะของ MDI - Multiple Documents Interface ก็คือเปิดไฟล์ได้ทีละหลาย ๆ ไฟล์ เหมือนการทำงานเป็นแบบหน้าต่าง ซึ่งอันนี้ก็โคตรจะเท่ห์ในสมัยก่อน แต่เดี๋ยวนี้เชยบรม ฮ่า ๆ ๆ  มันก็ไม่ถึงกับเชยหรอกนะ ผมก็พูดเว่อร์ไปหน่อย แต่ว่ามันเป็นฟีเจอร์ (Feature) ที่ใคร ๆ ที่ทำโปรแกรมพวก Text Editor เขาก็มีกันทั้งนั้น ยกเว้น Notepad

เราสามารถปิดหน้าต่างได้ด้วยการคลิ๊กที่รูปสี่เหลี่ยมสีเหลืองที่อยู่ตรงมุมบนซ้าย อยู่แถว ๆ ด้านล่างของคำว่าไฟล์เห็นไหม ? หรือจะกดแป้น ESC ก็ได้

ทีนี้เวลาเราจะเริ่มเขียนโค้ดก็ต้องสร้างไฟล์ใหม่ขึ้นมาก่อนไปที่ File > New หรือกด Alt + FN (กด Alt ค้างไว้, กด F, ปล่อย F, กด N, ปล่อย N, ปล่อย Alt -- เหมือนสอนกด combo ในเกมส์เลยน้อ)

เมื่อเลือกคำสั่ง File > New ก็จะมีหน้าต่างสำหรับเขียนโปรแกรมขึ้นมาให้ได้เล่นกัน
ลองสั่ง Compile ดูเล่น ๆ ไปที่เมนู Compile แล้วเลือก Compile หรือจะกดแป้นลัด Alt + F9 (อันนี้หมายถึง กด Alt ค้างไว้, กดปุ่ม F9, แล้วปล่อย F9, ปล่อย Alt, ไม่ใช่กดปุ่ม F ทีหนึ่ง กด 9 ทีหนึ่งนาาา) เวลาเราคลิ๊กที่เมนูใด ๆ จะมีหัวข้อย่อยเลื่อนออกมาแสดง ถ้าอ่านดี ๆ ในแต่หัวข้อย่อยเขาก็จะมีบอกคีย์ลัดไว้ด้วย ใช้บ่อย ๆ ก็จะสามารถจำได้เองหล่ะครับ

ลอง Compile ดูเล่น ๆ ครั้งแรก จะเห็นได้ว่า Compile ผ่าน
หลังจากสั่ง Compile ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่ได้เขียนโค้ด ก็ Compile ผ่านแล้ว หน้าจอแห่งความสำเร็จเลยนะครับเนี่ย ถ้าเราเขียนโค้ดแล้วโค้ดเราถูกต้องตามหลักของภาษาแล้วหล่ะก็ เวลา Compile ก็จะมีบรรทัดล่างครับว่า       Success : Press any Key     ครับ ก็คือหมายถึงกดแป้นใด ๆ เพื่อทำงานต่อ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

การตั้งค่าอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

หากว่าไม่ได้ลงใน Drive C: ตามที่บอกไว้ข้างต้นแล้วหล่ะก็ ก็จะต้องมาเ็ซ็ต Directory ที่จำเป็นต้องใช้ให้ถูกต้องด้วย  โดยการไปที่ เมนู Options > Directories...

เมื่อเข้าสู่เมนู Options > Directories... ก็เริ่มทำการเซ็ตค่าของ Folder TC ที่ติดตั้งไว้ในเครื่องได้เลย
ในภาพเราติดตั้งไว้ที่ Drive C:\TC แล้วจึงไม่ต้องทำการปรับเปลี่ยนค่าใด ๆ 

การตั้งค่าให้กับ Editor เนื่องจากเวลาเราเขียนโปรแกรมเราจะเขียนในหน้าจอของ Editor หน้าจอที่มี background สีน้ำเงิน นั่นแหล่ะครับ ในปัจจุบันคุณสมบัติที่ดี ๆ ของ IDE คือการช่วยผู้เขียนโปรแกรม หรือผู้สร้างโปรแกรม ให้มีการพิมพ์ผิดพิมพ์ถูกน้อยที่สุด ในสมัยโน้นเราใช้ Syntax Highlight ครับเป็นตัวช่วยบ่งบอก สมัยนั้นยังไม่มีพวก Code Completion แบบพิมพ์ไปแล้วมีคีย์มาให้เราเลือก เอาเป็นว่าข้ามไปก่อน หน้าจอที่แสดงด้านล่างคือการ setting ค่าที่เกี่ยวข้องกับ editor ครับ

การตั้งค่าให้กับ Editor
ก็มีการตั้งค่าอื่น ๆ ที่น่าสนใจ แต่ว่าก็ไม่ค่อยได้มีบทบาทเท่าไหร่กับการฝึกเขียนโปรแกรมภาษาซีเบื้องต้น ขออนุญาติข้ามไปก่อนหล่ะกันนะครับ ถ้ามีอะไรสงสัยก็คอมเม้นต์ถามกันมาได้ ผมตอบได้ก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็จะบอกว่า ไม่รู้ครับ ไม่ทราบครับ ... อิอิ


การออกจากโปรแกรม Turbo C
ไปที่เมนู File > Quit
การออกจากโปรแกรม Turbo C นั้นทำได้โดยการไปที่เมนู File แล้วเลือก Quit หรืออาจจะกด Alt + X ก็ได้  ถ้ามีการทำการแก้ไขโค้ดอยู่แล้วยังไม่ได้ Save โปรแกรมก็จะขึ้นมาเตือนครับว่ายังไม่ได้ Save ครับ จากนั้นก็ตัดสินใจเลยครับว่าจะ Save หรือไม่ Save

ซึ่งเราสามารถสั่ง Save หรือ Load ได้จากเมนูไฟล์นี่แหล่ะครับ

หลังจากออกมาแล้วก็จะออกมาที่หน้าต่าง Command Prompt อีกครั้งแต่อาจจะเละ ๆ นะครับ ไม่ต้องสนใจครับพิมพ์คำว่า exit เพื่อปิดหน้าต่าง Command Prompt ครับ
พิมพ์คำว่า exit ตัวที่ขีดเส้นใต้นะครับ คือบรรทัดมันจะย้อนกลับไปด้านบน พิมพ์โดยไม่ต้องสนใจคำอื่น ๆ ครับ
เราก็จะกลับเข้าสู่ windows ตามปกติครับ  การทำงานของเราก็จะวน ๆ อยู่แบบนี้แหล่ะครับ เหมือนกับการพิมพ์เอกสาร word สักอันหนึ่งเราก็พิมพ์ไปเสร็จก็ปิดโปรแกรม ปิดเครื่อง เข้านอนประมาณนั้นครับ เขียนโค้ดก็เหมือนกันครับ โปรแกรมที่เราเปิดขึ้นมาก็เหมือนโปรแกรมพวก Microsoft Word นั่นแหล่ะครับ แต่โปรแกรมที่เราเปิดนั้นใช้ในการสร้างโปรแกรมครับ แค่นั้นเอง ฟังก์ชั่นมันก็จะมีการ Compile การ Run ที่อาจจะแตกต่างจาก Word ไปบ้างเล็กน้อย

สรุปก็คือ การใช้ Turbo C ซึ่งเป็น IDE ในการเขียนโค้ดจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เขียนมาก ถึงแม้ว่ามันออกจะเก่าไปสักเยอะ มี IDE ตัวอื่น ๆ ให้เลือกใช้มากมายในปัจจุบัน  อย่างเช่น DEV C อันนี้ก็นิยมกันมากสำหรับเด็กยุคใหม่ ๆ ที่ห่างไกลจากจอ DOS ไปแล้ว ไม่เป็นไรครับก็ยังคงหลักการเดียวกันครับ ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาษาซีเหมือนกัน แค่เครื่องมือที่ใช้นั้นแตกต่างกันไป ตอนหน้าผมก็อาจจะมีตอนแทรกนิดหน่อยเรื่องของการเซ็ต Edit Plus ให้ Compile Turbo C จะได้ไม่ต้องเข้า DOS ด้วยนะครับ แต่ไม่รู้ว่าจะได้อัพโหลดขึ้นวันไหน ผมนี่เถลไถลมากเลยครับกว่าจะเสร็จแต่ละตอน ๆ แต่ก็หวังว่าสักวันก็คงจะได้เนื้อหาที่ครอบคลุมประมาณหนึ่งนะครับ

พบกันใหม่ตอนหน้าครับ .

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

นึกครึ้ม ๆ ขึ้นมา เลยมานั่งทำบล็อกสอนภาษาซีดีกว่า

ทำบล็อกสอนภาษาซีดีกว่า  (Introduction to C programming language)

(ตรงนี้ข้ามไปได้นะครับผมแค่บ่น ๆ เล่น ๆ ตามประสาคนเขียนบล็อก)


คำเตือน สิ่งที่ผมเขียนต่อไปนี้ ห้ามนำไปเผยแพร่ เพราะผมไม่มั่นใจว่าจะทำให้คุณได้เชิดหน้าชูตา หรือจะทำให้คุณหน้าแตกยับเยิน ผมเขียนจากสิ่งที่เข้าใจ บนวิชาที่คุณสามารถที่จะพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่ผมบอกนั้นจริงไหม ไปรันไปคอมไพล์ไปศึกษาได้ ดังนั้นอย่าถามหาความครบถ้วนผมคงไม่มีให้ คุณต้องเปิดใจกว้างรับรู้จากแหล่งอื่น ๆ ไปพร้อม ๆ กันด้วย และจงสรุปเอาให้เป็นความเข้าใจของคุณเอง แล้วไปพิสูจน์ว่ามันถูกต้องมันจริง แล้วคุณจะเกิดความมั่นใจในวิชานี้อย่างแน่นอน


วันนี้ไม่รู้เป็นอะไรนึกครึ้ม ๆ ขึ้นมาว่า เรามานั่งทำบล็อกสอนภาษาซีดีกว่าไหม ?   เพราะว่าผมมานั่งคิด ๆ ดูแล้วเวลาเราเขียนโค้ดแล้วติด ทำไงหล่ะครับ ... ก็ต้อง google สิ 

ผมเห็นส่วนใหญ่ก็มีแต่ฝรั่งทั้งนั้นเลยที่ทำบทความที่เป็นประโยชน์ในการเขียนโค้ด ผมเองก็มีความรู้ไม่ได้ถึงกับเป็น geek หรือ guru หรอกนะครับ    ในใจผมคิดว่าปกติแล้วเราเห็นคนหลาย ๆ คนเผยแพร่สิ่งที่สร้างสรรค์ และไม่สร้างสรรค์บนโลกอินเตอร์เน็ตกันค่อนข้างเยอะ โดยมากคนไทยมักชอบสร้างสิ่งที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์ ไม่ได้หมายถึงทั้งหมดนะครับ เอาแค่ส่วนหนึ่ง บางครั้งผมยังคิดเลยเขาทำไปเพื่ออะไรนะ สิ่งที่เขาทำมันก่อให้เกิดประโยชน์กับใครบ้าง ... แต่รวม ๆ แล้วก็ดูเหมือนว่าจะอารมณ์พา ๆ กันไปทั้งนั้นแหล่ะนะ ผมรู้สึกว่ามันไม่ยั่งยืนนะ ผมยังแอบคิดไปว่าสักวันหนึ่งถ้าเขาโตขึ้นมีวุฒิภาวะมากขึ้น เขาจะรู้สึกอย่างไรนะ ? 

เนื้อหาบน Internet มันก็ดีอยู่อย่างหนึ่ง  คือไงหล่ะ ผมหน่ะยอมรับว่าชีวิตนี้ก็มีความสุขในระดับหนึ่ง คือมันก็ไม่ได้สุขสมหวังไปทั้งหมด แต่ถ้ามองดูแล้วผมก็ว่าผมเป็นคนที่มีโชคดีที่เกิดในที่ ๆ ดี ครอบครัวที่ดี บ้านที่ดี ที่ตั้งของบ้านก็อยู่ในจุดที่ดี จังหวัดที่ดี แต่บางเรื่องไม่ดีคือมีความสามารถ แต่เหมือนกับว่าความสามารถไม่ได้ถูกใช้ไปในทางที่ควรจะเป็น ต้องมานั่งเฝ้าหอพักแก่ว ๆ ไปวัน ๆ แต่โดยรวม ๆ แล้วครอบครัวผมไม่ลำบาก แต่ก็ไม่รวยขนาดมีเงินเหลือกินเหลือใช้

ผมได้ขลุกคลีกับเด็กราชภัฎเพชรบุรี ในสาขาที่เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม ... ผมบอกตรง ๆ ผมมองว่าบางทีการสอนวิชาในเรื่องพวกของการเขียนโปรแกรมที่นี่ ไม่ประสบความสำเร็จครับ  เด็กบางคนมีศักยภาพแต่เหมือนอาจารย์ของพวกเขาสอนไม่เข้มข้น จึงทำให้ความเก่งไม่ไปถึงที่สุดครับ (อันนี้ผมขอวิจารณ์ในมุมมองของผมนะครับ ถ้าอ่านแล้วอย่าไปเหมานะครับว่าผมวิจารณ์ได้ถูกต้อง)   ผมคิดว่าอาจารย์ของที่นี่ไม่ค่อยเป็นตัวอย่างที่ดีในการสอนลูกศิษย์ครับ  แล้วก็ดูเหมือนจะประกอบวิชาชีพกันแบบสบาย ๆ ไม่มีใครมาประเมิน ไม่ต้องตามผลงานว่าลูกศิษย์จบไปแล้วมีความสามารถทางด้านวิชาชีพกันเท่าไหร่ ได้ทำงานตรงกับสายที่เรียนจบไหม ได้ใช้สิ่งที่ร่ำเรียนมาสี่ปีในการทำมาหากินไหม ? แล้วทำไมเมื่อก่อนสมัยผมเรียนมัธยมพวกเขาค่อนข้างจะมีชื่อในสาขาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แล้วชื่อเสียงเหล่านั้นมันหายไปไหน ?

ในขณะเดียวกันในเด็กกลุ่มที่ไม่เก่ง ขออภัยหล่ะกันครับผมคงต้องบอกว่าเด็กที่มาเรียนราชภัฎเพชรคือวัตถุดิบที่เหลือมา เพราะว่ากลุ่มที่เขาเรียนเก่ง มีระดับสติปัญญาที่ดีก็เข้าระบบเอ็นทรานซ์เข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ กันหมด บางทีก็มีเก่ง ๆ เหลือหลุดมาบ้างเพราะว่าทางบ้านทางครอบครัวไม่อยากให้ไปเรียนห่างบ้านห่างเมือง  ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยได้เมื่อคุณมีวัตถุดิบไม่ได้ชั้นเลิศอะไรคือ ถ้าจะเอามาทำเป็นดาบให้คม ก็คงต้องลงมือตีกันหนัก ๆ เอาใจใส่กันมาก ๆ มีแผนการสอนที่เหมาะสมกับเขา  แต่ดูเหมือนว่าเด็กที่นี่เรียนสบายกว่าพวกเด็กที่เรียนมหาลัยเสียอีก  ... เกรดก็ไม่ออกหลังจากจบเทอม เห็นเด็กเล่าให้ผมฟังว่าบางทีเกรดออกโน่น ก่อนเขาจะจบ ... อันนี้จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ผมได้ยินจากหลายคนและหลายรุ่นด้วยซ้ำ ผมคิดว่าแล้วกระบวนการวัดผลเด็กที่เรียนมันจะเกิดขึ้นได้ไงหล่ะเนี่ย  อาจารย์เขาทำงานกันแบบไหน ... ผมนึกภาพไม่ออก

เอาหล่ะ พาดพิงคนอื่นเสียเยอะกลับมาที่เรื่องของผมบ้างหล่ะกัน  ในการเรียนวิชาเขียนโปรแกรมนั้นสิ่งสำหรับคนที่กำลังอ่านบล็อกผมอยู่แล้วกำลังจะเรียน ผมอยากจะบอกว่าวิชาเขียนโปรแกรมไม่ว่าเป็นภาษาอะไรก็ตาม อย่าโดดเรียนหรือขาดเรียน เป็นอันขาด ถ้าคุณมีเหตุึจำเป็นต้องขาดเรียนอย่างเลี่ยงเสียไม่ได้ คุณต้องกลับมาตามอาจารย์ผู้สอนให้ทัน เพราะว่าสิ่งที่คุณจะได้เรียนในวันที่ 2 อาจจะเป็นเรื่องที่ต้องปึ้กมาจากสิ่งที่เรียนในวันที่ 1  และสิ่งทีี่่เรียนในวันที่ 3 คุณก็ต้องปึ้กมาจากสิ่งที่เรียนในวันที่ 2 ดังนั้นถ้าคุณหลุดไปจากวิชานี้หนึ่งวัน หายนะจะตามมาไปเรื่อย ๆ   อันนี้เป็นกฎเหล็กข้อแรก

ข้อต่อมาก็คือ ถ้าคุณเล่นเน็ตต่อวัน 1 ชั่วโมง คุณควรจะหาเวลามานั่งเขียนโปรแกรม นั่งฝึกฝนทักษะ 30 นาที เพราะสิ่งหนึ่งที่เด็กสมัยนี้เรียนเขียนโปรแกรมแล้วสำเร็จกันยาก  สาเหตุหนึ่งมาจากพวกเขาเห็นว่าคอมพิวเตอร์เป็นอะไรที่อุดมไปด้วยสิ่งที่เอ็นเตอร์เทน ไหนจะ facebook, youtube, 4share โหลดเพลง หรืออาจจะเป็นเล่นเกมส์ออนไลน์ ออฟไลน์ มันมีเทรนของความบันเทิงในรูปแบบใหม่ ๆ เข้ามาเสมอตั้งแต่ยุคของ internet เปิดกว้างขึ้น  คือสามารถเข้าถึงโลกอินเตอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น มือถือก็เล่นเน็ตได้ ทำอะไรได้หลาย ๆ อย่างเทียบเท่ากับการใช้ pc เพื่อเอ็นเตอร์เทนตัวเองเลยทีเดียว  บ่อยครั้งที่ผมเห็นก็คือความประมาท เพราะคิดว่าคอมพิวเตอร์นั้น มั่ว ๆ เดียวก็ออก   Microsoft Office นี่มั่ว ๆ เดี๋ยวก็ได้แล้วรายงานหนึ่งฉบับ พรีเซ็นเตชั่นสวย ๆ สิ่งเหล่านั้นลึก ๆ แล้วมันเกิดจากโปรแกรมเมอร์ระดับเทพจัดการไว้ให้เสร็จแล้ว แต่คุณมองไม่เห็น จึงเกิดความประมาท คิดว่า "ง่าย"  วิชาเขียนโปรแกรมนั้นไม่มีหรอกครับคำว่ามั่วแล้วสามารถทำให้โปรแกรมออกมาได้ตรงตามโจทย์ 
หลาย ๆ ครั้งผมเห็นเด็กบอกว่าเครียด เขียนโปรแกรมไม่ออก ทำไม่ได้ และทุกครั้งคือใกล้จะส่งงาน เวลาเริ่มจะหมด   สิ่งที่ต้องถามย้อนกลับไปว่า แล้วเวลาที่ผ่านมาไปทำอะไรอยู่ ?   ก็คือเปิดคอมพ์มาก็เอ็นเตอร์เทนกันจนหมดแรง หมดเวลา แล้วก็นอนนั่นเอง  บางทีก็เกิดจากการเรียนไม่รู้เรื่องไปต่อไม่เป็น อันนี้ก็คือการขาดการฝึกฝน หรือการขาดทักษะ เพราะถ้าโปรแกรมเล็ก ๆ เรายังไม่คล่องเลย แล้วจะไปทำโปรแกรมใหญ่ ๆ ได้อย่างไร  ผมคิดว่านะ คนที่เรียนจบในสาขานี้นะ ในช่วงระยะเวลา 4 ปีที่เรียน ถ้าเขียนโค้ด (หมายถึง คิดแล้วเขียนออกมา รันและได้ผลตามต้องการ) ให้รวมโปรเจ็คน้อยใหญ่ แต่ไม่รวมโปรเจ็คที่ทำเป็นกลุ่มนะ นอกจากว่าคุณรังแกเพื่อนด้วยการเอาโปรเจ็คมาทำคนเดียว แต่ให้เพื่อนติดชื่อส่ง ไม่ควรน้อยกว่า 15000 บรรทัด ถ้าคุณเขียนได้ถึงขนาดนี้ผมว่าทักษะคุณเกิดแล้วหล่ะ ส่วนโปรแกรมจะออกมาดีหรือไม่ดี ผมเชื่อว่าคนที่เขียนโปรแกรมได้มากขนาดนั้น เขาน่าจะมองเห็นอะไรบ้างหล่ะ 

วิชาเขียนโปรแกรมนั้นไม่ใช่วิชาที่จะสอนให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น เป็นวิชาที่ไม่มีทางลัด คุณต้องเรียนไปเรื่อย ๆ อย่าคิดว่าจะมีโรงเรียนกวดวิชาหล่ะ ไม่มีหรอก Tutor อ.อุ๊ อ.ช่วง อะไรพวกนี้ (ยังมีอยู่ป่าวหว่า ฮ่า ๆ )  มันเป็นวิชาที่มีลักษณะของคำว่า "ทักษะ" คือเขียนบ่อย ๆ ทำบ่อย ๆ ก็ชำนาญ ก็เก่งขึ้นมาได้เหมือนกัน  คนที่หัวดีแน่นอนว่าย่อมไปได้เร็วกว่าเพื่อน แต่คนที่หัวไม่ดีฝึกฝนบ่อย ๆ พอจับเคล็ดได้ก็สามารถที่จะทำงานได้ไม่แพ้กันเช่นเดียวกัน

พยายามศึกษาโค้ดของเพื่อน และทำความเข้าใจวิธีการคิดของเพื่อนด้วย เพราะบางทีการได้ความคิดของคนอื่นมาศึกษาเปรียบเทียบนั้นมันเป็นการเปิดมุมมองการเขียนโต้ด  บางทีเพื่อนอาจจะเขียนได้ดีกว่า หรือแม้แต่แย่กว่าโค้ดของเรา แต่เราจะได้เห็นสิ่งที่เรียกว่าประโยชน์ มันจะเกิดความคิดเพิ่มขึ้นคือโจทย์ ๆ หนึ่งสามารถที่จะแก้ปัญหาได้หลายทางได้หลายรูปแบบ

พื้นฐานที่ควรมีสำหรับวิชานี้
1. การพิมพ์สัมผัส  หมายถีึงการพิมพ์โดยที่สายตามองที่จอภาพ  หรือสามารถพิืมพ์ได้แม้ว่าคุณจะมองไม่เห็นแป้นคีย์บอร์ดเลยก็ตาม
ถ้าไม่เป็นควรรีบไปฝึกเลยนะ ... อันนี้จำเป็นมาก ผมเห็นมาเยอะแล้วพวกที่คอยมองคีย์บอร์ด ไปพิมพ์ไป สิ่งที่จะเจอบ่อย ๆ เลยคือการเขียนโค้ดผิดไวยกรณ์ เพราะสายตาจะทำงานหนักมากและจะล้าได้ไว ทำไมหน่ะหรือ ?  ก็เพราะว่าความสว่างของหน้าจอมันก็อีกระดับหนึ่ง ความสว่างของแสงที่ตกกระทบคีย์บอร์ดแล้วมาเข้าตาเราก็อีกระดับหนึ่ง หากก้ม ๆ เงย ๆ แน่นอนคุณจะเบลอไวแน่นอน พอเบลอสมองก็พาลจะไม่อยากคิดเอาเสียดื้อ ๆ ก็ต้องออกไปพัก
ทักษะการพิมพ์สัมผัสนี้ควรจะมีเลย เพราะมันจะเป็นประโยชน์กับสายอาชีพที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ไปอีกยาว

2. ภาษาอังกฤษ ในประเทศเราภาษาไทยมักจะมาเป็นหลัก ทำให้เราเขียนโปรแกรมเก่งไม่เท่าพวกอินเดีย เพราะพวกนี้เขามีภาษาที่สองเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เขาเรียนรู้ได้เร็วกว่า  อย่าลืมว่าวิชาคอมพิวเตอร์นั้นต้นกำเนิดมันมาจากฝรั่ง ทำให้แหล่งความรู้ต่าง ๆ จะหนักไปในทางภาษาอังกฤษ ผมเห็นคนที่อ่อนภาษาอังกฤษ ก็จะมีปัญหากับวิชานี้เยอะมาก เพราะเขานึกคำไม่ออก การสะกดคำ หรือการรู้ศัพท์นั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากภาษา C มันก็ไม่ได้เป็นภาษาระดับต่ำ มันก็จะมีคำใกล้เคียงกับชีวิตประจำวันเราเยอะ หากเราสะกดพลาดบ่อย ๆ เนื่องจากภาษาอังกฤษไม่ได้เอาเสียเลย ก็จะมีปัญหาว่าเขียนโค้ดผิด ในตำแหน่งที่ไม่ควรจะผิดเลย ทำให้เกิดความล่าช้า ทั้งยังเรียนรู้ได้ช้าหนักเขาไปอีกด้วย

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
อันนี้สำหรับให้ google มันหาเจอนะครับ

สอน เรียน ความรู้ เกี่ยวกับ ภาษาซี Turbo C , C , Turbo C++ 3.0 , Borland Turbo C++ 3.0  อยากเริ่มต้นการเขียนโปรแกรมทำไง เขียนโปรแกรมทำอย่างไรดี อยากเรียนภาษาซี เรียนภาษาซี Turbo C
เรียนเขียนโปรแกรม สอนเขียนโปรแกรม ภาษา ซี

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

บทความนี้เกี่ยวกับคนที่จะเริ่มเลี้ยงปลาทอง หรือเลี้ยงแล้วไม่รอด ... ลองอ่านสักนิด


จะเริ่มเลี้ยงปลาทอง, อยากจะเลี้ยงปลาทอง, การเลี้ยงปลาทอง, วิธีเลี้ยงปลาทอง, ทำไมเลี้ยงปลาทองแล้วไม่รอด

เริ่มเรื่องจากพี่สาวพาหลาน ๆ (ก็ลูก ๆ ของพี่สาวนั่นแหล่ะ) มาเยี่ยมชมเคหะสถานที่ผมอยู่ ผมอาศัยซุกหัวนอน เด็กก็ตื่นตาตื่นใจกับตู้เลี้ยงปลาทองขนาด 60" แล้วก็มีปลาทองมากมาย  ทีนี้เวลากลางคืนพอเปิดไฟนีออนในตู้แล้ว แสงไฟกระทบกับตัวปลาทองสีสันต่าง ๆ ดูแล้วมันสวยมาก เพราะว่าผมเลี้ยงนี่ตู้ใส น้ำใส  (ถึงแม้ว่าปลาในภาพนั้นจะเยอะมากเกินขนาดตู้ไปหน่อยก็ตาม)

สำหรับคนที่เริ่มอยากจะหาสัตว์เลี้ยงสักอย่างมาให้วุ่นวายในชีวิต เพราะปกติเลี้ยงชีวิตตัวเองก็เหนื่อย แต่ยังไม่พอชอบหาสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ มาเลี้ยง

ข้อได้เปรียบ หรือจุดแข็งของการเลือกเลี้ยงปลาทองเป็นสัตว์เลี้ยง
1. การขับถ่ายของเสียของปลาทอง ก็จะอยู่ในตู้ ไม่เหมือนสัตว์เลี้ยงพวกหมา แมว ถ้าบางตัวสอนไม่เป็นมันก็ขับถ่ายส่งเดช เละเทะไปหมด  ของเสียของปลาทองนั้นไม่มีกลิ่นเพราะว่ามันอยู่ในน้ำ ถึงจะอยู่นอกน้ำมันก็กลิ่นไม่แรงเท่าของหมา หรือแมว

2. สถานที่ที่ใช้เลี้ยง  ปลาทองนั้นขอแค่มีน้ำ มีอ๊อกซิเจน หรือกระบวนการในการเพิ่มอ็อกซิเจนให้น้ำ อย่างตู้เลี้ยงปลาก็มีให้เลือกหลายขนาดครับ แต่ละขนาดก็มีวิธีการเพิ่มอ็อกซิเจนแตกต่างกันไป ตู้เล็กก็ใช้ปั๊มลม ตู้ใหญ่ก็ใช้ระบบปั้มน้ำล้นลงกรองข้าง ๆ ตู้ อันนี้ก็ลองดูให้เหมาะกับบ้านเรา ความสามารถของเราที่จะวางมันได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวกับพื้นที่ในบ้าน ปลาทองมันก็ว่ายน้ำในตู้ไม่ออกไปนอกบ้านให้เราต้องวิ่งตามหา ถ้าเลี้ยงหมาอย่างบ้านผมติดถนนใหญ่ ก็มีโอกาสที่จะโดนรถทับตายได้ง่าย ๆ  สถานที่ใช้เลี้ยงนั้นมือใหม่แนะนำตู้ครับ เอาเป็นตู้ที่อยู่บริเวณในบ้านด้วยจะดีมาก ๆ  เพราะว่าปลาจะป่วยยากกว่าเลี้ยงในที่เปิดเช่นบ่อ หรือบ่อซีเมนต์ที่ตั้งอยู่นอกบ้าน

3. ความสามารถในการอดอาหาร  สมมติว่าคุณเป็นคนที่อยู่หอพักอาจจะต้องมีการกลับบ้านเสาร์ - อาทิตย์  หรือต้องออกเดินทางค้างแรมชอบเที่ยวนั่นโน่นนี่ ปลาทองสามารถอดอาหารได้ดีกว่าหมา และแมว คือพูดง่าย ๆ เราไม่ต้องเป็นห่วงว่ามันจะอดไหม คือมันอดครับแต่มันไม่ตายเพราะอดอาหาร  ปลาทองจะคล้าย ๆ กับคนคือ ตายเพราะกิน ไม่ได้ตายเพราะอด  ปลาทองที่อดอาหารความแข็งแรงของร่างกายจะสูงกว่าปลาทองที่ได้กินอิ่ม ๆ เสียอีกนะครับ  สามารถอดได้ยาวนานถึง 3 - 4 สัปดาห์ (เขาว่ามาอย่างนั้น ผมอย่างมากที่เคยให้อดก็ประมาณ 10 วัน หรือถ้ากลัวมันอดจริง ๆ ก็มีเครื่องให้อาหารปลาแบบตั้งเวลา หาซื้อมาใช้ได้อีกนะครับ

4. อาหารของมัน  อาหารของปลาทองก็อาหารเม็ดนี่แหล่ะครับมีหลายขนาด หลายเกรด เลือกซื้อได้ง่าย หรือจะบำรุงด้วยอาหารสดพวกไรทะเล อะไรงี้ก็ได้เหมือนกัน การเก็บรักษาก็ไม่ยุ่งยาก กลิ่นก็มีบ้างสำหรับผมว่าไม่เหม็นนะ แต่บางคนบอกว่าเหม็นก็ว่ากันไป แต่ว่ากลิ่นมันก็ไม่ได้แรงมาก เวลาให้อาหารก็ไม่เลอะมือเราก็แค่เอาช้อนตักใส่ลงไปในตู้แค่นั้น ง่ายที่สุดแล้วหล่ะ   ไม่ต้องเรียกปลาทองมากินด้วย ฮ่า ๆ เพราะปลาทองมันเห็นคุณมันก็จะรู้ว่าจะได้กินอีกแล้ว  อาหารห่อหนึ่งถ้าเลี้ยงแบบให้อาหารพอดี ๆ กินหล่ะก็อยู่ได้นานเลยครับ บางคนให้มากมันก็ขี้ออกหมด สังเกตเวลาปลาทองกินอาหารใหม่จะไปดันอาหารเก่าออกมาทางตูดครับ  ความจริงแล้วอากาศในเมืองไทยให้ไม่เกินวันละสองมื้อก็เพียงพอครับ ผมให้ส่วนมากวันละมื้อเองครับ จะมีบางวันที่ไปนั่งดูมันเพลิน ๆ ก็หยิบอาหารให้มันนิดหน่อย เห็นมันมาออกันหน้าตู้แล้วใจอ่อน

5.การกำจัดซากศพ อย่างเช่นถ้าหมาแมวตายทำไงหล่ะครับอย่างดีหน่อยก็ขุดหลุมฝังไว้อาลัย ถ้าเอาแบบมักง่ายหน่อยก็ใส่ถุงดำโยนลงถังขยะไปเลย  แต่ถ้าปลาตายซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก ๆ เพราะปลาทองหลาย ๆ ตัวไม่ได้อายุยืน มันอาจจะอยู่ ๆ เป็นโรคตายก็ได้ หรืออาจจะมีความพิการแฝงมาตั้งแต่ที่ร้านอยู่แล้ว  เอาเป็นว่าสิ่งมีชีวิตต่อให้เลี้ยงเก่งไงมันก็ต้องตายเป็นสัจธรรม ปลาทองก็จะสามารถจะฝัง หรือจะทิ้งลงชักโครก (ฟังดูโหดเนอะ) ก็ได้เหมือนกัน  แต่ก็อยากให้ฝังมากกว่านะเพราะว่าเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงของเรา ก็แสดงความรักเป็นครั้งสุดท้าย แต่อย่างไรก็ได้ครับบางคนก็เลี้ยงแบบหาที่ฝังไม่ได้ แบบว่ามีแต่ปูน / คอนกรีตไปเสียหมด



ถ้าคุณตัดสินใจได้แล้วว่าเราเหมาะ และพร้อมที่จะเลี้ยงปลาทองแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงมีดังต่อไปนี้ครับ


ตู้ปลา ตู้ปลาทองนั้นอย่างที่บอกครับว่าการนำตู้ปลามาตั้งในบ้านจะทำให้เลี้ยงปลาทองง่ายกว่าการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ หรือการเลี้ยงแบบเอาตู้ออกไปตากแดดตากลมนอกบ้าน  เพราะอะไรหน่ะหรือครับ เพราะว่าปลาทองค่อนข้างที่จะอ่อนไหวกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ การรักษาระดับอุณหภูมิให้คงที่ตลอดวันนั้นจะทำให้ปลาทองรอดได้ดีมากขึ้น  บางบ้านเอาตู้ปลาไปตั้งไว้นอกบ้าน พออุณหภูมิกลางวันกับกลางคืนเปลี่ยน แตกต่างกันไว ปลาก็จะป่วยได้ง่าย ยิ่งถ้าเป็นฤดูฝน น้ำฝนลงอุณหภูมิในน้ำเย็น ค่าความเป็นกรดด่างเปลี่ยน ปลาก็ป่วยได้

เลี้ยงในบ่อหรือในที่เปิดกว้างอันนี้ก็ยากเหมือนกันเพราะว่าควบคุมอุณหภูมิก็ยากแล้ว ต้องหมั่นดูน้ำฝน แถมปลาป่วยเป็นโรคก็ต้องรู้จักวิธีรักษาอีก อันนี้พวกฟาร์มปลาที่เขาชำนิชำนาญเขาก็จะเลี้ยงรอด แต่พอมาถึงมือเราเลี้ยงแบบเขาบ้างก็ตายทุกที

ตู้ปลาก็จะมีหลายขนาด แต่อยากให้พิจารณาถึงเรื่องความสามารถในการดูและรักษาตู้ปลาของตัวเองเป็นหลัก เพราะว่าอย่าลืมว่าปลาก็ขับถ่ายในตู้นั่นแหล่ะ การกำจัดของเสียเหล่านั้นแน่นอนว่าก็เป็นหน้าที่ของคนเลี้ยงปลา

การใส่ของประดับลงไปในตู้ปลาก็ทำได้ แต่นั่นก็จะทำให้การทำความสะอาดยากขึ้นด้วย  อย่างผมผมก็ใส่หินใส่พวกสิ่งของลงไปนะ เพราะเราเลี้ยงเพื่อความสวยงามดังนั้นการทำให้มันแลดูสวยงามมันก็เป็นอะไรที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจ

่ระบบการดูแลของเสียของตู้แต่ละไซร้ส์ก็ต่างกัน ถ้าคุณเลือกซื้อตู้เล็ก ๆ ผมแนะนำให้หาที่กรองที่ต่อกับปั๊มลมมาช่วย เช่นพวกกรองกระปุก (ที่มีฟองน้ำพันอยู่รอบ ๆ ทั้งหลาย)     การมีระบบกรองจะช่วยให้น้ำใส  อันนี้ลองไปศึกษาระบบกรอง , กรองบน - ก็คือดูดน้ำไปปล่อยที่ระบบกรองด้านบนแล้วปล่อยน้ำที่ผ่านการกรองแล้วออกมา, กรองล่้าง  กรองนอก ก็คือดูดน้ำไปกรองที่ระบบกรองที่อยู่ด้านนอกแล้วก็เอาน้ำที่ผ่านการกรองแล้วแล้วกลับลงมา,  กรองใน พบมากในตู้ใหญ่ ๆ เขาจะทำเป็นห้องเล็ก ๆ ไว้อยู่ด้านหนึ่งของตู้แล้วก็จะมีระบบกรองอยู่ในส่วนนั้น  ระบบกรองจริง ๆ แล้ว ไม่ได้ทำให้น้ำใส (อ้าว) คืออย่าไปคาดหวังว่าเมื่อซื้อตู้ปลามา  มีระบบกรองเสร็จใส่น้ำลงไปปุ๊บ ใส่ปลาปั๊บ น้ำจะใสทันที  ระบบกรองก็คือการกักตะกอนส่วนหนึ่งไว้เฉย ๆ สิ่งที่จะทำให้น้ำใสก็คือจุลินทรีย์ แบคทีเรีย(ที่ไม่ก่อให้เกิดโรค) ต่าง ๆ ที่อยู่อาศัยภายในกรอง ย่อยเศษของเสียในกรองนั้นหรอกที่จะทำให้น้ำใสได้  บางทีถ้าเราเลี้ยงปลาในที่โล้น ๆ น้ำก็ไม่ใสสู้ตู้ที่มีเศษวัสดุพวกหินพรุน หรือว่าพวกเครื่องปั้นดินเผาที่อยู่ในตู้ได้เหมือนกัน  การเลือกซื้อตู้ปลายังต้องคำนึงถึงเรื่อง "น้ำ" ด้วย

น้ำ น้ำเป็นองค์ประกอบหลักของการมีชีวิตของปลาเลย  น้ำที่เราหาได้ง่ายที่สุดก็คือน้ำประปานั่นเอง  แต่สิ่งหนึ่งถ้าจะเลี้ยงปลาให้รอดยาว ๆ คงต้องบอกว่าต้องหาน้ำประปาที่ไม่มีคลอรีนผสม   แต่เราไม่สามารถมองเห็นปริมาณคลอรีนที่อยู่ในน้ำได้ด้วยตาเปล่าใช่ไหม ?  ดม ? บางโอกาสก็ไม่เวิร์ก  แถมปริมาณคลอรีนที่เราเปิดน้ำประปาออกมานั้นยังขึ้น ๆ ลง ๆ อีกด้วย  ถ้าโชคดีเราก็ใช้น้ำประปานั้นได้เลย แต่ถ้าโชคร้ายขึ้นมาปลาก็ตาย (ซึ่งนั่นคงไม่ใช่จุดประสงค์ของบทความ) โดยมากแล้วการกำจัดคลอรีนวิธีที่เว็บอื่น ๆ แนะนำกันหรือทำกันหลัก ๆ ไม่เสียค่าใช้จ่ายก็คือการพักน้ำ แต่ก็ต้องมีภาชนะที่ให้น้ำคุณพักได้เพียงพอกับปริมาณที่คุณจะใช้

โดยมากการจะซื้อตู้นั้นคุณต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำที่คุณพึงจะหาได้ด้วย เพราะบางทีก็ต้องมีการเปลี่ยนน้ำในตู้บ้าง อาจจะเปลี่ยนกันไม่ทั้งหมดแต่ก็ต้องมีการถ่ายเทน้ำเก่าออก เอาน้ำใหม่ใส่ไปบ้าง  หรือการถ่ายน้ำเพื่อกำจัดของเสียของปลาทองที่สะสมอยู่ในตู้

ดังนั้นถ้าใคร่จะซื้อตู้ใหญ่ และไม่อยากพักน้ำ และไม่อยากลงทุนมาก ก็ต้องซื้อพวกยาฆ่าคลอรีน แต่ของพวกนี้บอกตามตรงคือผมก็ไม่มีประสบการณ์เหมือนกัน ไม่รู้ว่าใส่เกินขนาดแล้วปลาจะตายไหม  ก็ควรลงทุนพวกเครื่องกรองน้ำด้วยที่ขจัดคลอรีนได้

แต่ที่ผมอยู่คือหอพักที่มีแท้งก์ขนาด 4 ตัน พักน้ำไว้ด้านล่าง แล้วก็มีแท้งก์น้ำอีก 4 ตันไว้ด้านบนตากแดดร้อน ๆ เลย แบบว่าเปิดมากลางวันอาบน้ำไม่ได้ อันนี้ก็ต่อน้ำจากสายยางใช้ได้เลยเพราะความร้อนทำให้คลอรีนสลายไปได้ แต่ก็ไม่ควรนำน้ำที่อุณหภูมิสูง ๆ มาเลี้ยงปลาเพราะจะทำให้ปลาตกเลือดที่หางได้ บางตัวก็อาจจะช็อคอุณหภูมิตายไปได้เหมือนกัน ก็เลือกใช้น้ำช่วงเช้าหรือเย็น ๆ เอา

อุปกรณ์ในการเติมอ็อกซิเจนให้น้ำ  อันนี้ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญมากอีกอย่างหนึ่ง  เพราะว่าปลาอาศัยอยู่ในน้ำแต่กระบวนการของการดำรงชีวิตอยู่นั้นปลาต้องหายใจ อย่างปลาทองที่ต้องอ้าปากตลอดเวลา จนมีคนเอามาล้อว่าปลามันด่าว่า "พ่อมึง พ่อมึง" ในความเป็นจริงแล้วนั่นคือวิธีการหายใจ (ในภาษาวิทยาศาสตร์ใช้คำว่าการแลกเปลี่ยนก๊าซ)   ปลาทองจะอมน้ำเข้าไปมันจะเกิดแรงดันทำให้น้ำไหลผ่านจากปากไปยังเหงือก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเหงือกปลาทองก็จะเปิดด้วยเสมอ ภายใต้ฝาปิด ๆ เปิด ๆ ที่อยู่บริเวณข้างตัวปลา ก็คือเหงือก เหงือกจะมีเส้นเลือดฝอยเป็นจำนวนมากเพื่อทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนที่ละลายในน้ำเข้าสู่กระแสเลือดของปลา  เหมือนกับคนที่จะมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมากแทรกอยู่ในถุงลมปอดหลักการเดียวกัน แต่คนหายใจเข้าทางจมูก,ปาก หายใจออกก็ใช้ทางเดิม  แต่ปลาอ้าปากฮุบน้ำ น้ำไหลผ่านเหงือกออกอีกทางหนึ่ง

ในน้ำก็มีอ็อกซิเจนละลายอยู่  เราก็คงมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นอีกนั่นแหล่ะ การจะทำให้อ็อกซิเจนละลายในน้ำทำได้หลายวิธีมาก เช่นการตีน้ำ การเขย่าขวดน้ำ การเอาลมพัดเป่าผิวหน้าของน้ำ  หรือการเปิดปั๊มลมให้เกิดฟองอากาศใต้น้ำ

ผมเคยได้ยินคนซื้อปลาทองคนหนึ่งถามพ่อค้าว่าถ้าเขาซื้อไปแล้วจะต้องซื้อเครื่องเป่าลมที่เรียกภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ว่า "อ็อก" (คาดว่าคงมาจากคำว่า อ็อกซิเจน) ด้วยไหม ?   พ่อค้าก็ตอบว่าไม่ต้องก็ได้  แต่ผมว่ามันก็ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย แต่ถ้าถามผม ผมก็คงต้องบอกว่าซื้อไปสิจำเป็นนะ (คำตอบผมอาจจะทำให้ขายปลาไม่ได้)   ผมอยากจะให้นึกถึงถ้าปริมาณน้ำในตู้สี่เหลี่ยม ๆ คืออากาศในห้อง ๆ หนึ่ง แล้วจับคนเลี้ยงปลาโยนลงไป คนก็จะหายใจได้นานหรือไม่ขึ้นอยู่กับขนาดห้องนั้น ๆ  นั่นก็คือเดี๋ยวก็หมดอากาศคนเลี้ยงก็จะหายใจไม่ออก   ถ้าปลาตัวเล็กจำนวนน้อย ตู้ใหญ่มาก ๆ ปลาก็จะเลี้ยงอยู่ได้ เพราะว่าน้ำเยอะ อากาศมันก็เยอะตาม อากาศละลายในน้ำได้หลายวิธีเช่น ลมพัดผิวหน้าน้ำ  หรือการเกิดตระไคร่น้ำ ตะไคร่สังเคราะห์แสงได้ก๊าซออกซิเจนมาเติมน้ำ ปลาก็อยู่ได้ไม่จำเป็นต้องใช้อ็อก เพราะอากาศเพียงพอ

บางคนคิดว่าการใส่สาหร่ายลงไปก็ช่วยได้เพราะกลางวันสาหร่ายก็จะสังเคราะห์แสงแล้วทำให้ได้อ็อกซิเจนออกมา แต่อย่าลืมว่ากลางคืนไม่มีแสงสาหร่ายก็จะไปแย่งอากาศในน้ำของปลาด้วยเช่นกัน

วันแรกที่ได้ซื้อตู้ปลามาเลี้ยง ก็ซื้อปลาทองตัวเล็ก ๆ มาลองก่อน ใส่สาหร่ายลงไปนิดหน่อย

ปลาทองจัดว่าเป็นปลาที่ใช้อ็อกซิเจนได้เก่งมาก ๆ คือใช้เยอะ สังเกตปลาหลาย ๆ ชนิด เช่นปลากัด อันนี้แทบจะไม่อ้าป้าฮุบน้ำเลย  ปลาหางนกยูงก็ไม่ค่อยจะได้ฮุบน้ำตลอดเวลา  แต่ปลาทองนี่จะเห็นได้ว่าเขาจะฮุบน้ำเพื่อให้น้ำไหลผ่านเหงือกตลอดเวลา ดังนั้นอ็อกซิเจนในน้ำจะหมดเร็วมากหากเลี้ยงปลาทอง

ปลาที่ตัวโตก็จะใช้ปริมาณอ็อกซิเจนเยอะตามไปด้วย ดังนั้นหากคุณเลี้ยงปลาตัวเล็กแล้วไม่ได้ใช้อ็อกซิเจน อย่าเข้าใจผิดว่ามันจะอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะมันมีการเจริญเติบโต  หรือการย่อยสลายของเสียของจุลินทรีย์ แบคทีเรียที่อยู่ในตู้อันนี้ก็ต้องใช้อ็อกซิเจนเหมือนกัน

ถ้าคุณเลี้ยงปลาทองหล่ะก็ กระบวนการในการเติม อ็อกซิเจน จะต้องมี อย่าไปกลัวว่าจะเปลืองไฟ เครื่องเป่าลมนี้ปกติแล้วถ้าไม่ได้เลี้ยงกันในระดับฟาร์มใช้เครื่องละไม่เกิน 300 บาท กินไฟไม่กี่วัตต์หรอกครับ เด็กในหอผมเลี้ยงปลาทอง ตอนเจ้าตัวไม่อยู่หอ กลับบ้านเสาร์อาทิตย์ แต่เปิดอ็อกซิเจนไว้ มิเตอร์หน้าห้องแถบจะไม่หมุนเลยครับยืนมองจนเมื่อยคอนั่นแหล่ะ

แล้วควรจะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันเลยไหม อืม อันนี้ถ้าเกิดว่าเลี้ยงสัดส่วนของปลาทองกับปริมาณน้ำ น้อยก็ควรจะเปิดตลอดครับ  ถ้าเราจะดูกันจริง ๆ เลยก็ให้ดูว่าปลาทองมีอาการเหล่านี้ไหม เช่น ลอยอยู่ช่วงบนของตู้ ไม่ดำน้ำลงไป ไม่สดใสร่าเริง ฮุบอากาศที่อยู่บนผิวน้ำ (บางคนเข้าใจว่าการฮุบอากาศที่ผิวน้ำนั่นคือปลาหิวมาขออาหาร อันนี้ผิดครับ ถ้ามันหิวแบบนั้นมันจะต้องว่ายอย่างแข็งแรงครับ)   อาการเหล่านี้คือเป็นการบ่งบอกได้ว่าน้ำนั้นขาดอ็อกซิเจนแล้วครับ ปล่อยทิ้งไว้ปลาทองก็อาจจะตายเพราะขาดอากาศได้ครับ

ปลาทองสามารถอดอาหารได้ครับ แต่จะขาดเครื่องเป่าลมเพื่อเติมอากาศในน้ำไม่ได้เลย

ตำแหน่งที่ตั้ง จุดภูมิศาสตร์ สถานที่ที่คุณจะใช้ในการเลี้ยงปลา   อันนี้จะเกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งการจัดวางตู้เลี้ยงปลา   ผมอยากให้คุณคำนึงถึงความสามารถในการหอบน้ำขึ้นไปใส่ตู้  อาจจะใส่ถัง ? หรือใช้สายยาง    การระบายน้ำออกจากตู้ว่ามีความยากความง่ายขนาดไหน  จะเลือกการตักออกหรือกาลักน้ำ แล้วน้ำที่ลักออกไปหล่ะจะเอาไปทิ้งไว้ที่ไหน ?  สิ่งเหล่านี้บางคนก็อาจจะลืมนึกไป  เจตนาของผมไม่ได้อยากจะทำให้การเลี้ยงปลานั้นดูยาก  แต่เอาเป็นว่าพื้นฐานแล้วผมเป็นคนที่ค่อนไปทางขี้เกียจ  ซึ่งไม่ดีเลย ในการเลี้ยงปลา   ดังนั้นการเลี้ยงอะไรสักอย่างหนึ่งเราก็ต้องรับผิดชอบเป็นเสมือนภาระที่เพิ่มขึ้นมา   การคำนึงถึงกำลังที่มีก็ย่อมจะดีกว่า จัดหาอุปกรณ์มาหมดทุกอย่างแล้ว เลี้ยงไปได้สักพักก็รู้สึกเป็นภาระขึ้นมา ทำให้เสียทั้งเงินทั้งเวลา ของที่ซื้อมาก็เกะกะอีก เนาะ ?

ผมไม่อยากจะเห็นบ้านที่มีตู้ปลาขนาดใหญ่แต่ข้างในเต็มไปด้วยของอะไรก็ไม่รู้อยู่ในตู้ปลา ไม่มีหรอกปลามีแต่ของที่ไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนประมาณนั้น รู้สึกเสียดายของจัง  หรือบางบ้านมีตู้ปลาแต่เลี้ยงแต่ตะไคร่น้ำ ตู้สวยมากเลี้ยงปลาหางนกยูงเงี้ยะ ไม่ได้ว่าผิดนะ แต่ว่าเอ่อ ... ตอนแรกคุณตั้งใจจะเลี้ยงปลาหางนกยูงเหรอครับเนี่ย พอมันเป็นภาระก็ทำให้เกิดความทุกข์ใจขึ้นอ่ะนะ

ที่ตั้งที่เลี้ยงของคุณได้รับแสงแดดมากน้อยเพียงไหน ? เพราะว่าถ้าได้รับแสงแดดมากไป สิ่งหนึ่งที่จะตามมาก็คือตะไคร่น้ำสีเขียว ๆ   ว่ากันตามความจริงแล้วตู้ปลาควรจะได้รับแสงแดดบ้าง แต่อย่าให้มากจนเกินไปเพราะตะไคร่น้ำจะโตเร็วมาก แล้วคุณก็จะต้องขัดตู้บ่อยมาก  ปลาทองที่ได้รับแสงแดดบ้างก็จะมีสุขภาพดี  แสดงแดดช่วยในกระบวนการสังเคราะห์แสงทำให้ปริมาณไนเตรตในน้ำลดลง  ไนเตรตเกิดจากกระบวนการย่อยสลายของเสียพวกขี้ปลา พวกพืชน้ำชอบไนเตรตเพราะจะไปช่วยให้เขาโต รวมทั้งตะไคร่น้ำด้วย

คุณอาจจะชอบสีเขียวของตะไคร่น้ำอันนี้ก็ไม่ผิด แต่ถ้ามีเยอะเกินไป ตะไคร่น้ำมันจะเป็นสีดำำ ๆ ก็อาจจะทำให้ตู้คุณไม่สวยได้  ข้อเสียของตะไคร่น้ำอีกอย่างคือ มันจะไปเกาะพวกไม้น้ำทำให้ไม้น้ำตายได้ครับ เรื่องของแสงแดดถ้าให้ดีก็คำนึงถึงเรื่องระยะเวลาที่จะได้รับแสงว่านานไหม นานแค่ไหน กับความเข้มแสง ความเข้มแสงมากก็จะทำให้พวกตะไคร่น้ำนี้โตเร็วด้วยเช่นกันครับ

ถ้าคุณเป็นคนที่ปลูกต้นไม้ด้วยคุณน่าจะเอาน้ำที่ถ่ายออกจากการเลี้ยงปลาไปรดต้นไม้ แทนน้ำประปานะครับจะช่วยประหยัดได้มาก แต่ประเด็นคงไม่ใช่ประหยัดหรอกครับ ผมว่าคุณจะภูมิใจในตัวเองที่ได้ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า ดังนั้นถ้าคุณมีสถานที่ตั้งในลักษณะที่ทำให้คุณสามารถใช้น้ำได้อย่างนี้แล้วหล่ะก็ผมว่ามันเยี่ยมเลยครับเพอร์เฟ็คสุด ๆ ไปเลย

การเลี้ยงในภาชนะที่ตั้งบนพื้นปูนซีเมนต์ เช่นอ่างไฟเบอร์กลาส หรือกะละมังอะไรแบบนี้ ก็ต้องระวังนะครับ เพราะว่าเวลากลางคืนพื้นปูนซีเมนต์จะเย็นตัวอย่างรวดเร็วส่งผลมาถึงอุณหภูมิของน้ำอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้นถ้าจะเลี้ยงบนภาชนะเหล่านี้ ก็ควรหาอะไรมาหนุนรองเพื่อยกระดับขึ้นมานิดหน่อย เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิรวดเร็วเกินไป


ปลาทอง  ปลาเงินปลาทอง ก็มีให้เลือกหลายสายพันธุ์ตามแต่ความชอบของแต่ละคน  วิธีการเลือกปลาทองที่จะเอามาเลี้ยงนั้น สำหรับผมจะเริ่มดูจาก
1. ดูสีสันความสวย เป็นอันดับแรกเลย  ในบางทีก็ดูถึงโครงสร้างของหน้าตาด้วย ปลาทองหน้าตาไม่เหมือนกันซะหมดทุกตัว บางตัวหน้าทู่ ๆ บางตัวหน้าเขาจะแหลม ๆ บางตัวหน้าก็ไม่ค่อยสวย บางตัวก็น่ารัก   บางพันธุ์ก็เป็นแบบหัวมีวุ้นด้วย  ถ้าซื้อปลาไม่ไซร์สเล็กเกินไปหน้าก็จะไม่เปลี่ยนแล้ว แต่ถ้าซื้อปลาไซร้ส์เล็กพอโตขึ้นหน้าตาก็เปลี่ยนได้อีกนะ
2. ดูครีบ นอกจากความสวยแล้วความครบของครีบนี่สำคัญมาก ถ้าเป็นไปได้อยากให้ซื้อปลาทองจากร้านที่เขาเอาใส่ตู้ไว้ขาย เพราะเราสามารถดูได้ว่าครีบของปลาครบหรือเปล่า  โดยมากแล้วที่ผมเจอ ครีบไม่ครบจะเป็นครีบตรงรูทวาร บางตัวจะมีครีบเดียว แบบนี้ถ้าเป็นนักเลี้ยงปลาต่อให้ปลาสวยแค่ไหนก็จะไม่ซื้อมาเลี้ยง ถึงแม้ว่าครีบตูดบางตัวจะถูกครีบหางบัง เวลาอยู่ในตู้ก็สวยได้เหมือนกันก็ตาม  ครีบรอบทวารจะต้องมีสองข้าง เท่า ๆ กัน  ครีบท้อง ก็มี 2 อัน ครีบว่ายเหมือนมือของเราก็ต้องมี 2 ข้าง ครีบกระโดงหลังอันนี้จะต้องแลดูเป็นแผ่นสวยงามตั้งขึ้น ปลาทองที่ว่ายน้ำแล้วครีบกระโดงหลังตั้งขึ้นดูจะสวยดี สง่าดี  ครีบหางควรไม่มีรอยพับงอถึงจะเรียกว่าสวย  ส่วนใหญ่ปลาทองที่นำมาขาย ๆ กันไม่ค่อยเห็นครีบที่เป็นแบบครีบปลาทูนะ เพราะปลาที่ครีบหางเป็นครีบหางปลาทูนี้มักจะโดนคัดทิ้งตั้งแต่ตอนเล็ก ๆ แล้ว เพราะเป็นลักษณะด้อยที่เห็นได้ชัดที่สุด ทางฟาร์มมักจะไม่เลี้ยงไว้เพราะขายไม่ได้ หรือขายไม่ได้ราคา เปลืองอาหารเสียเปล่า ๆ เราจึงไม่ค่อยเห็นกันในท้องตลาดสักเท่าไหร่   ครีบหางแบบครีบหางปลาทูก็ให้ไปดูปลาทูที่เราทอดกิน มันจะเรียบเป็นแผ่นเดียวไปเลย ไม่เป็นเหมือนลักษณะพลิ้ว ๆ คล้ายกระโปรงผู้หญิงแบบปกติทั่วไป

ครีบไม่ควรจะเห็นเป็นรอยเลือด แต่บางทีก็มีบ้างเนื่องจากการกระทบกระทั่งกันในขณะขนส่ง หรืออาจจะเกิดจากไปกระแทกกับของประดับในตู้  อย่าเลือกปลาที่มีลักษณะที่ครีบเปื่อย ขาดเป็นริ้ว ๆ นั่นคืออาการป่วยของปลาชนิดหนึ่ง ครีบจะต้องใส ๆ เรียบ ๆ ถ้าเพ่งดี ๆ จะเห็นเป็นลอนสวยงาม  ปลาทองบางสายพันธุ์หางจะสั้น ๆ ดุกดิก ๆ น่ารักไปอีกแบบ ปลาทองบางสายพันธุ์หางจะออกยาว ๆ

3. เกล็ด เกล็ดปลาทองจะเรียบเนียนแน่น  บางสายพันธุ์จะมีลักษณะเด่นอยู่ที่เกล็ด คือพันธุ์เกล็ดแก้ว อันนี้เกล็ดเขาจะเหมือนผิวลูกกอล์ฟ  ไม่ได้ป่วยแต่อย่างใด  แต่ถ้าปลาที่มีอาการป่วยเกล็ดจะมีอาการช้ำเลือด พองฟูออกมา ดูเหมือนมีลักษณะของอาการอักเสบ  หากเห็นปลาทองเกล็ดหลุดให้ระวังอาจจะเกล็ดหลุดเนื่องจากตัวเห็บปลา ซึ่งเห็บปลานี้เป็นปรสิตชนิดหนึ่ง สังเกตุได้ด้วยตาเปล่า มันจะเกาะอยู่กับตัวปลาเหมือนเห็บหมาแหล่ะดูดเลือดปลาเป็นอาหาร  ทีนี้เวลาปลาโดนดูดเลือดก็จะคัน เขาก็จะว่ายเอาตัวเข้าถูกับสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่ในตู้ทำให้เกล็ดหลุดได้

ถึงแม้ว่าเกล็ดหลุดนี้จะงอกออกมาใหม่ได้ แต่ถ้าซื้อไปก็ต้องระวังจะได้ของแถมไม่รู้ตัว  การรักษาโรคเห็บ ยิ่งถ้าเราเอาปลาที่มีเห็บไปรวมกับปลาเก่าที่บ้านเราแล้วหล่ะกัน การจะรักษาก็จะวุ่นวายมากขึ้นไปอีก เพราะมันตายยาก ต้องหยอดยากันเป็นระยะ ๆ ยาวนานถึงหนึ่งเดือนเลยทีเดียว


4. พฤติกรรมของปลา ปลาทองที่แข็งแรงเขาจะว่ายน้ำตลอดเวลา มีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา การเคลื่อนที่ไม่ตุปัดตุเป๋ เคลื่อนที่นิ่มนวล เราจะรู้สึกได้ว่าเขามองเราเขาจะมีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมของเขาตลอดเวลา เช่นเวลาเราจะช้อนเขาก็จะว่ายน้ำหนี การว่ายก็จะทรงตัวตั้งตรงตลอดเวลา  ไม่มีอาการของการว่ายหงายท้อง หรือว่ายไม่เป็นทิศทาง   ปลาทองที่แข็งแรงจะว่ายน้ำเพื่อหาของเข้าปากตลอดเวลา อาจจะมีหยุดบ้างตอนที่มันจะพักผ่อนจริง ๆ เช่นงีบหลับ พบได้ตอนกลางคืน หรือบางทีก็เวลาที่ไม่ใช่เวลาอาหารของเขา (ถ้าเราให้อาหารเป็นเวลานะ)   ปลาทองที่หงายท้อง หรือลำตัวไม่ขนานกับพื้น อาจจะมีอาการหัวปัก แบบนี้ถือว่าเป็นปลาที่มีความผิดปกติไม่ควรซื้อมาเลี้ยง

5.อวัยวะอื่น ๆ ของปลา เช่นเหงือก ถ้าเหงือกช้ำเลือดนี่ก็อาจจะป่วยอยู่  ดวงตาต้องมีครบสองข้าง ปากก็ต้องไม่มีลักษณะของการเปื่อย ให้สังเกตความพิการของปลาทอง ถ้าปลาไม่สมบูรณ์ก็ไม่ควรซื้อมาเลี้ยง

6.ร้านขาย ร้านขายก็ควรจะเป็นร้านที่เชื่อถือได้ ร้านที่ผมซื้ออยู่เวลาซื้อบางทีก็ได้ของแถมคือเห็บปลามาด้วย ดังนั้นเวลาซื้อมาก็ควรเลือกซื้อร้านที่ทำความสะอาดบ่อย ๆ เวลาเลือกปลาดูด้วยว่ามีอะไรเกาะตามตัวปลาหรือไม่ พวกปริสิตภายนอกที่ฮิต ๆ กันมักจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า    ปลาทองที่อยู่ในกะละมังอันนี้ดูยาก ถ้าอยากได้จริง ๆ ถ้าร้านเขาอนุญาตก็จับใส่ตู้เพื่อดูความสมบูรณ์ต่าง ๆ ก่อน ปลาที่อยู่ในกะละมังก็จะทำให้เราไม่เห็นครีบตูด สภาพของปลาด้านข้าง

อย่าเลือกปลาที่อยู่ในน้ำสีเหลือง ๆ น้ำสีเหลือง นี่เข้าใจว่าเป็นน้ำยาอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งปลาที่อยู่ในน้ำสีเหลือง ๆ ดูแล้วอาจจะร่าเริงแจ่มใสน่ารักดี แต่โดยมากแล้วพอเราซื้อมามันจะอ่อนแอ แล้วก็ป่วยตายทันที สำหรับผมถ้าปลาที่อยู่ในน้ำสีเหลือง ๆ ซื้อมาแล้วเพราะความสวยโดนใจก็มักจะต้องเลี้ยงแยก แอบใส่พวกยาแก้อักเสบของคนลงไป จับอดอาหาร แต่บางตัวก็ไม่รอดนะครับ ทำแบบนี้หลายวันจนกว่ามั่นใจได้ว่าเขาจะแข็งแรงดีจึงจะจับไปเลี้ยงรวมกับปลาเดิม  แต่ก็แนะนำว่าถ้าเห็นก็อย่าไปซื้อเลยเพราะปลามันอ่อนแอ เสี่ยงกับการเสียเงินเป็นอย่างยิ่ง


วันแรกของการเลี้ยงปลา (ของผม)
วันแรกของการเลี้ยงปลา หลังจากที่คนขายตู้ปลานำตู้ปลามาส่ง (ไม่อยากจะบอกว่า หินก็ไม่ล้างให้ ใส่ลงไปในตู้ปลาผมเฉยเลย) ผมก็เลยต้องมานั่งทำความสะอาดตู้ปลา พร้อมกับหินประดับตู้ปลาในตู้ปลา 60 นิ้ว   ตู้ปลา ขาตั้ง ฝาปิด อุปกรณ์ครบเซ็ตชุดนี้โดนไปเจ็ดพันกว่า ๆ ความจริงอยากได้ตู้อีกไซ้ร์สหนึ่ง ที่ความกว้างมากกว่า แต่มันต้องเพิ่มความหนาของกระจก ราคาถีบไปหมื่น เลยไม่กล้างบไม่พอ

หลังจากเคลียร์เรื่องความสะอาดของหินแล้ว เพื่อให้เป็นฝุ่นน้อยที่สุด ผมก็ลองเปิดปั้มให้น้ำไหลผ่านกรองสักพัก น้ำก็ยังไม่ใสขึ้น  ก็เลยวิ่งไปร้านขายปลา ซื้อปลาด้วย ซื้อน้ำยาสีฟ้า ๆ น้ำใสด้วย   ก็ใส่ไป วันแรกก็น้ำใสครับใสดีเพราะปลาน้อยอยู่ไง ปลาสามตัวเล็ก ๆ เอามาทดลองเลี้ยงก่อน

พูดถึงเรื่องน้ำยาน้ำใสแล้ว ความจริงแล้วน้ำยาตัวนี้จะว่าไปแล้วมันก็ช่วยได้อยู่นะครับ แต่ถ้าจำนวนปลาต่อขนาดตู้ค่อนข้างจะแน่น น้ำยาน้ำใสก็ช่วยไม่ได้นะครับ  ความจริงความใสของน้ำในตู้เลี้ยงปลาขึ้นอยู่กับระบบของการย่อยสลายของจุลินทรีย์มากกว่าครับ

อย่าเพิ่งไปคาดหวังกับสภาพน้ำมากครับในวันแรก ๆ เพราะจุลินทรีย์ แบคทีเรีย กว่าจะโตกว่าจะทำงานได้ดีก็ต้องมีของเสียจากตัวปลาในระดับหนึ่งก่อนครับ  ระยะนี้อย่าเพิ่งใจร้อนไปถ่ายน้ำครับ ยิ่งถ่ายน้ำยิ่งใสยาก ต้องทนน้ำขุ่นในตู้ปลาไปสักระยะก่อนครับ

ผมมาแรก ๆ นี่น้ำไม่ใสถ่ายน้ำใหม่เกือบหมดตู้ตลอด สุดท้ายไม่เวิร์ก แล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งผมยุ่งเลยไม่ได้แตะต้องตู้ปลาเลย ผลัดวันประกันพรุ่งว่าจะเปลี่ยนน้ำใหม่ แต่พอวันใหม่ธุระใหม่ก็เข้ามาก็เลยปล่อยให้น้ำมันขุ่น ๆ อยู่แบบนั้น ปรากฎว่ามันใสได้เองแฮะ งงเลย  สุดท้ายมาหาความรู้ในเน็ตเขาก็บอกแบบนี้ คือ ระบบกรองมันยังไม่เซ็ตตัว สุดท้ายแล้วน้ำยาน้ำใสก็เลยไม่ได้เงินผมอีกเลย


ลูกปลาทองไล่กินไรทะเลตัวน้อย


ปลาทองป่วย
พอเข้าหน้าฝนแรกของการเลี้ยงปลาของผม อากาศก็เริ่มเย็นบ้างปลาทองก็จะป่วยง่ายขึ้น  เวลาปลาทองป่วยสังเกตได้ง่ายมาก คือมันจะซึมเลย จมอยู่ก้นตู้ ไม่กระดี้กระด้าร่าเริง  สำหรับการพยาบาลขั้นต้นเลยก็คือ
1. น้ำต้องสะอาด
2. อุณหภูมิคงที่
3. งดให้อาหาร

อันนี้อย่าว่าผมโหดนะ บางทีหากเราซื้อยามารักษามัน บางทีเอาตังค์ไปซื้อปลาตัวใหม่เหอะ ยาปลาทองนี่แพงมากที่ขายกันตามเว็บ ถ้าปลาไม่ซื้อมาแพงจริงก็นะ อย่างผมซื้อปลาทองแพงสุดก็ตัวละ 120 เอง ก็กำลังจะไปลองเลี้ยงไซ้ร์สใหญ่ดูบ้างแต่ว่า พื้นที่ตู้ไม่อำนวยแล้ว คงต้องรอจนกว่าสมาชิกจะล้มหายตายจากหล่ะมั้งครับ

ส่วนมากแล้วผมก็มักจะใช้ยาพวก Oxycyclin อ่ะนะครับ พวกยาคนแคปซูลแกะออกมาผงสีเหลือง ๆ หรือที่เรียกว่ายาแก้อักเสบแหล่ะครับ ใส่ไปไม่มากนัก หลักของการรักษาคือ อย่าใส่ยาเกินขนาด อย่าใจอ่อนให้อาหาร รักษาคุณภาพน้ำให้สะอาด รักษาระดับอุณหภูมิให้ได้ (อาจจะซื้อฮีทเตอร์มาติด ๆ ไว้บ้าง) แต่เมืองไทยส่วนใหญ่จะร้อนครับ มีเย็น ๆ ไม่กี่ช่วง แต่ถ้าเป็นทางเหนือ กับอีสาน นี่ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ

ยาพวก Amoxy ก็เคยใช้นะแต่ผมว่าไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไหร่ ปลาทองบางตัวมันป่วยจากอวัยวะภายในแบบนี้ก็ช่วยยากครับ ผมก็เคยมีอยู่ตัวรักมาก ตอนแรกอาการเขาคือเกล็ดพอง ผมก็คิดว่ามันคงเป็นจากอาหารปลาดุกที่ซื้อให้มันกิน (อย่าซื้ออาหารปลาดุกตามร้านการเกษตรให้ปลาทองเลยนะครับ บางตัวกินไม่เป็นอะไร บางตัวกินแล้วก็ป่วย) ก็ผมก็จับแยกไปอดอาหาร  แล้วมันก็หาย  ผมก็เลี้ยงตามปกติได้อีกสักพักใหญ่ ๆ มันก็เกล็ดพองอีก ผมก็จับไปงดอาหารเหมือนเดิม ทีนี้ไม่หายสุดท้ายก็ตายครับ ... เสียดายครับ แต่ว่านั่นแหล่ะ ปลาทองตายก็ซื้อใหม่ ตายเป็นเรื่องปรกติ

ตอนนี้ผมก็มีอยู่ตัวหนึ่ง หัวปัก แต่ก็ยังมีชีวิตรอดได้นะครับ เขาหัวปักทั้งวันจับงดอาหารแล้วก็ดีขึ้นแต่ก็ไม่หายขาด ก็เลี้ยงกันต่อไป เลี้ยงมาตั้งปีกว่า ๆ แล้ว

ก็ต้องหมั่นสังเกตอาการปลาครับ

อาการป่วยที่เกิดจากปรสิตภายนอก  ที่ผมเจอบ่อย ๆ เลยก็คือเห็บปลาครับ อันนี้รักษาไม่ยากนัก ปลาไม่เป็นอันตรายถึงตาย สามารถสังเกตเห็นตัวเห็บได้ด้วยตาเปล่าครับ   เห็บหน้าตามันก็น่ารักดีนะ แต่เกาะปลาแน่นมาก  การรักษาส่วนใหญ่ก็ใส่ยาครับ ใส่แบบเว้นระยะ เช่นเว้นระยะสองสามวันใส่ทีหนึ่ง หรือหนึ่งสัปดาห์ใส่ทีหนึ่ง  แต่ต้ัองต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย ๆ ก็ประมาณสักเดือนหนึ่งจึงจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อยู่หมัด

ปลาเป็นเห็บนั้นเราจะเห็นได้ง่ายคือปลาจะเอาตัวไปแฉลบกับหินในตู้ ปลาทองไม่ใช่ปลาที่ชอบว่ายน้ำแฉลบไปมาครับ มันจะว่ายมาอย่างเร็วครับแล้วเอาส่วนหนึ่งส่วนใดถูกับวัสดุในตู้ อาการแบบนี้เป็นอาการบ่งบอกว่าปลาอาจจะเป็นโรคเห็บครับ  หรือบางทีเราก็จะสังเกตเห็นว่าเกล็ดหลุดครับ  ถ้าเห็บเกาะหาง เราจะเห็นว่าบริเวณที่เห็บเกาะมันจะเกิดอาการตกเลือดครับ เราจะเห็นเลือดปลาเป็นเส้น ๆ ตามลายของหางปลาทองเลยหล่ะครับ
ยาฆ่าเห็บ ตัวที่ไม่แรงเช่น Top อันนี้ก็ใส่ได้เยอะครับปลาไม่เป็นอะไร แต่เหมือนว่าเห็บจะไม่ตายนะครับ  ตัวที่ผมใช้บ่อยก็คือ ดีมิลิน ใส่เท่าโดสที่กำกับก็เห็นว่าปลาก็เริ่มมีอาการเหมือนไม่สบายตัวให้เห็นเลยหล่ะครับ ตีมิลิน อย่าใส่เกินโดสครับ ถึงขั้นฆ่าปลาได้เลย

สำหรับดีมิลินผมใส่ต่ำกว่าโดสนิดหน่อย (กะกะเอา เพราะกลัวปลาตายมากกว่า) หรือใส่พอดีโดส ใส่แล้วอย่าใจร้อนครับ ยามันไม่ได้ออกฤทธิ์ปุ๊บปั๊บ ยามันออกฤทธิ์ของมันไปครับ สักชั่วโมงหนึ่งก็เห็นว่าเห็บจะหลุดออกจากตัวปลา มันจะว่ายให้เราเห็นเลย เหมือนมันเมายา ประมาณนั้น แต่ก็ไม่ใช่ใส่วันหนึ่งแล้วหยุดนะครับ เพราะว่าบางทีเรามักจะได้เห็บตัวแม่มา  ตอนที่เรายังไม่ทันสังเกตเห็นอาการจากปลา มันอาจจะวางไข่ทิ้งไว้ในตู้  ก็ต้องเว้นระยะสักสามสี่วัน แล้วใส่ยาซ้ำ แล้วก็เว้นสักสามสี่วันอีกใส่ยาซ้ำ  ทำไปสัก 4 - 5 รอบครับ เพราะดูเหมือนว่ายาฆ่าได้เฉพาะตัวครับ ไข่จะฆ่าไม่ได้มั้งครับ คือพูดง่าย ๆ คือที่ต้องรอ สามสี่วันใส่ก็คือเหมือนกับให้มันฟักออกจากไข่ก่อน จากนั้นเราก็ฆ่ามัน  แต่บางทีมันอาจจะมีไข่ที่แบบว่าฝักช้า ฝักเร็ว หรืออาจจะวางไว้หลายล็อต เราก็เลยต้องทำการเว้นระยะแล้วใส่ซ้ำครับ

ครีบเปื่อยหางเปื่อยต้องดูเรื่องน้ำก่อนครับ เพราะส่วนใหญ่เกิดจากคุณภาพน้ำที่ไม่ดี คำว่าคุณภาพน้ำไม่ดี นั้นไม่ใช่ว่าเราเปิดอ็อกซิเจนตลอดเวลา แล้วจะทำให้คุณภาพน้ำดีนะครับ ต้องดูองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วยเช่นพวกค่าทางเคมีต่าง ๆ การเปิดอ็อกเพื่อเพิ่มอ็อกซิเจนในน้ำนั้นเป็นเรื่องดีครับ เพราะนอกจากปลาใช้ในการดำรงชีวิตแล้วพวกแบคทีเรีย จุลินทรีย์ ก็ใช้ในการย่อยสลายของเสียของปลาด้วยเช่นกันครับ  ก็ควรเปลี่ยนน้ำบ้าง อย่าเปลี่ยนน้ำบ่อย และอย่าเปลี่ยนจนหมดแท้งก์  ให้เปลี่ยน 30% - 50% ทุกสามวัน อันนี้ก็น่าจะเพียงพอครับ แต่ปัจจัยนี้ก็ต้องดูว่าคุณเลี้ยงปลาแน่นตู้ขนาดไหนด้วยนะครับ เพราะปลาแน่นตู้ ถ้าอยากเลี้ยงให้ปลาร่าเริงสดใสก็ต้องเปลี่ยนน้ำบ่อยหน่อยครับ  การเปลี่ยนน้ำไม่ใช่ว่าเปลี่ยนเฉพาะน้ำนะครับ เป็นไปได้ให้หาทางดูดเอาของเสียที่กองก้นอยู่ในตู้ปลาออกมาด้วยครับ  ไม่ต้องห่วงว่าแบคทีเรียจะอดตายครับ เพราะปลาทองกินเก่งขี้เก่งครับแป้บ ๆ เดียวขี้ก็ออกมาเต็มก้นตู้อีกแล้ว

อาหารปลาทอง
ผมก็หัวสูงครับซื้อแต่ Hikari เลยครับ เพราะว่าผมไม่ชอบอาหารลอยครับมันชอบไหลลงกรองอยู่เรื่อยเลย ก็เห็นแค่ยี่ห้อ Hikari มีแบบเม็ดจมก็เลยซื้อมา  ราคาก็แพงกว่าชาวบ้านเขาแหล่ะครับ แต่ก็นะมันก็ตอบโจทย์ผมได้  ปลาทองแยกได้ครับถึงแม้ว่าตู้ผมจะมีกรวดเม็ดไม่เล็กมากอยู่ด้านล่าง ปลาทองเวลามันดูดหินเข้าไปมันก็บ้วนออกได้ครับไม่เป็นปัญหาแต่อย่างไร

การให้อาหารไม่ควรให้เยอะเกินครับ  เพราะว่าปลาทองจะป่วยได้ง่าย  แถมการให้กินเยอะก็เปลืองเปล่า ๆ ครับ ปลาทองมันไม่เคยอิ่มหรอกครับ ผมคาดว่ามันเกิดจากมันไม่มีกะเพาะอาหารมั้ง (ไม่ได้จบสัตว์แพทย์มา) กินแล้วก็ย่อยในลำไส้ ดังนั้นถ้าให้อาหารมากไป มันก็ออกตูดหมด  เท่าที่เคยสังเกตลูกปลาทองกินไรทะเลจนท้องเป่งมาก มันจะไม่กินเข้าไปอีกครับ คือมันจะเอาไปเคี้ยว ๆ แล้วก็บ้วนออกครับ

การให้อาหารมากก็จะทำให้เกิดของเสียมากขึ้นตามไปด้วย อย่้าลืมว่าการเลี้ยงปลาแบบนี้เป็นระบบปิด คือของเสียก็อยู่ในตู้นั่นแหล่ะ พอของเสียมากก็จะลากคุณภาพของน้ำให้ตกต่ำลงไปด้วย  จะเห็นได้ว่ามันสัมพันธ์กันไปหมด

เลี้ยงปลาเยอะ -> อาหารใส่ไปมาก -> ของเสียมาก -> คุณภาพน้ำลดลง -> ปลาป่วยง่าย -> ตาย

ปลาทองที่เลี้ยงในตู้อย่าไปคาดหวังให้มันโตครับ มันก็ได้ตามขนาดสภาพแวดล้อมนะครับ  ที่เราเห็นปลาตัวใหญ่ ๆ เพราะมันมาจากฟาร์ม ในฟาร์มเขาเลี้ยงกันเป็นบ่อ บ่อกว้างกว่าตู้มากครับ แถมถ้าเป็นพวกปลาเกรดสูง ๆ เลี้ยงกันบ่อละไม่กี่ตัวอีกต่างหาก ทำให้ปลาโตเร็วครับ  พอปลาโตเร็วฟาร์มก็ขายได้ราคา กิจการเขาก็ดำเนินต่อไปได้ครับ

ไรทะเล ผมก็ให้บ้างครับแต่ไม่บ่อยมาก นาน ๆ นึกขึ้นได้ก็จะไปซื้อสักที เวลาซื้อมาก็มาล้างน้ำจืดก่อนครับ เพราะไรทะเลมันอยู่ในน้ำเค็ม จากนั้นก็แช่ด่างทับทิมเพื่อฆ่าเชื้อสักเล็กน้อย แช่ไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นก็ล้างน้ำธรรมดา ล้างให้สะอาดสามสี่รอบ (กลัวตกค้าง) จากนั้น แช่ทิ้งไว้อีกประมาณ 10 นาที ก็เอาไปให้ปลากินครับ
ไรทะเล กับ ไรแดงไม่เหมือนกันนะครับ บางคนก็คิดว่าเป็นชนิดเดียวกัน  ไรทะเล มีอีกชื่อคืออาร์ทีเมียครับ เจ้าตัวนี้อาศัยอยู่ในน้ำเค็ม  ส่วนไรแดงนี่อยู่ในน้ำจืดตัวเล็ก ๆ ครับ สมัยก่อนหาได้ง่าย ยิ่งหน้าฝนนะครับ สมัยนี้ผมไม่เคยเห็นอีกเลย โดยมากแล้วไม่ค่อยมีขายตามร้านขายปลาหรอกครับ คนที่เพาะเลี้ยงปลาจะใช้ในการอนุบาลลูกปลาครับ เนื่องจากตัวมันเล็ก โปรตีนสูง ทำให้ลูกปลากินเข้าไปได้และทำให้ลูกปลาโตเร็วครับ

ลูกน้ำ ลูกน้ำนี่เป็นอาหารที่จะว่าหาง่ายก็หาง่ายนะ จะว่าหายากก็หายาก  แต่ลูกน้ำตามแหล่งน้ำสกปรกก็ไม่แนะนำนะครับ ถ้าเป็นลูกน้ำที่เพาะขึ้นมาเอง อันนี้ก็พอได้อยู่ครับ วิธีการเพาะก็ไม่ยุ่งยากอะไรก็เพียงแค่ใส่น้ำ ใส่เศษหญ้าแห่ง หญ้าสด ลงกระป๋องสีดำ ไปตั้งไว้ที่ที่มันอับลมสักนิดหนึ่ง  อีกสักสี่วันก็ได้ลูกน้ำมาปริมาณหนึ่งแล้วครับ แต่อาจจะไม่เยอะพอสำหรับปลาอ้วน ๆ  อันนี้ผมใช้เพาะลูกปลาทองที่เหลือ ๆ รอดมาอะไรแบบนี้ก็ใช้ได้ครับ  ลูกน้ำตัวเล็ก ๆ ลูกปลาทองก็กินสามารถที่จะกินได้ครับ

ด้วยความที่เป็นคนเมือง (ถึงจะบ้านนอก แต่ก็เมืองบ้านนอก) ก็ส่วนใหญ่เลยจะให้อาหารเม็ดครับ วันละสองมื้อ เช้า เย็น  บางทีแม่มาดูแม่ก็หยิบให้อันนี้ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ส่วนใหญ่แล้วปลาทองก็กินได้ทั้งวัน ปัญหาคือการขับถ่ายของเสีย หรือคุณภาพน้ำมากกว่าครับ  อย่าให้อาหารปลาเหลือตกค้างในตู้ปลาครับ คือให้ทีละน้อย ๆ แต่ให้ปลาทองกินหมดจะดีกว่า

ผมมีทฤษฎีของผมเองอย่างหนึ่งครับ ทุกคนรู้จักขี้ใช่ไหมครับ ถ้าเราพิจารณาดี ๆ ขี้เนี่ย เป็นเศษเล็ก ๆ นะครับ ถึงแม้ว่าในตาเราจะมองเป็นว่ามันออกมาเป็นก้อน อย่างเช่นขี้หมา แม้กระทั่งขี้คน (ขี้ตัวเอง) ความจริงแล้วมันเป็นผง ๆ ครับ เป็นฝุ่นเลย  ขี้หนึ่งกอง กับหนูตายหนึ่งตัว ขนาดเท่า ๆ กัน  อันไหนเหม็นกว่ากันครับ ?   ผมว่าหนูตายน่าจะเหม็นกว่านะครับ  ผมจึงสรุปว่าถ้าเราปล่อยเศษอาหารให้เหลือในตู้ปลา มันก็เน่าเหมือนกันครับ แต่มันอาจจะทำให้คุณภาพน้ำแย่กว่าการมีขี้ปลาเหลืออยู่ในตู้ปลากว่ามากครับ  และเพื่อความประหยัดครับให้อาหารปลาแต่พอกินครับ เหลือก็เก็บไว้ให้พรุ่งนี้ก็ได้ อาหารปลาไม่เน่าเสียง่ายอยู่แล้วครับถ้าไม่โดนความชื้น

เมื่อซื้อปลามาเพิ่ม
บางทีเราไปเดินเที่ยว หรือเราอาจจะไปซื้ออาหารปลา เราอาจจะเห็นปลาที่เขาขาย เอ้ย สวยดี ราคาก็ได้อยู่ เราก็เลยซื้อมา

การซื้อปลามานั้น บางทีเราก็ไม่รู้ว่าปลาใหม่นำพาโรคอะไรมาบ้าง ผมหน่ะเจอประจำเลย ผมไม่มีตู้กักโรคปลา ผมก็เลยมักจะเอาปลาใหม่ไปผสมกับปลาเดิมเลย เลี้ยงรวมกันไปเลย  ผลปรากฎว่าสิ่งที่ผมได้รับคือเห็บปลา การกำจัดเห็บก็ใส่ยาว่ากันไปครับ

แต่การกระทำแบบผมนั้นเรียกว่าประมาทครับ อาจจะทำให้ปลาเก่าตายได้นะครับ ไม่ควรทำตาม  เป็นไปได้ก็ควรจะมีการกักโรคก่อน ระยะหลัง ๆ ผมก็กักมากขึ้นแบบว่ารำคาญเห็บ เป็นเห็บทีปลาเกล็ดถลอกปอกเปิดไม่สวยถึงแม้ว่าสักพักเกล็ดก็จะงอกออกมาใหม่ก็ตาม

ไม่ควรเลี้ยงปลาอื่นรวมกับปลาทองนะครับ ควรจะเลี้ยงปลาทองในวงศ์เดียวกัน ผมก็ไม่แนะนำให้เลี้ยงโคเม็ทรวมกับออลันดานะครับ  เพราะโคเม็ทมันจะออกแนว ๆ ปลาคาร์ฟมากกว่า  เลี้ยงพวกแฟนซีเทล (Fancy Tail) ก็เลี้ยง Fancy Tail ให้หมดเลยครับ

ควรหาปลาไซ้ร์สเดียวกันมาเลี้ยงครับ เพราะว่าปลาตัวใหญ่มักจะกินเก่งกว่าปลาตัวเล็ก ทำให้ปลาตัวเล็กได้อาหารน้อยลง


การทำความสะอาดตู้ปลา
อันนี้จะครอบคลุมเรื่องทั่ว ๆ ไป เช่นการเปลี่ยนน้ำ ความถี่หล่ะบ่อยไหม อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมนะเช่น เลี้ยงปลาค่อนข้างแน่น ก็ควรจะถ่ายน้ำบ่อยหน่อย  ถ้าถ่ายน้ำทุกวันก็สักวันละ 10% ของความจุทั้งหมด  หรือถ้า 3-5 วันครั้งก็สัก 30% - 50%   ปัจจัยที่จะทำให้เปลี่ยนน้ำบ่อยคือ ปริมาณของปลา  และอุปนิสัยของการเลี้ยงเช่นให้อาหารหนักมือ ปลากินไม่หมด เหลือตกค้าง อะไรพวกนี้ก็ทำให้คุณภาพน้ำเสียได้

การเปลี่ยนน้ำไม่ควรเปลี่ยนน้ำใหม่ทั้งหมด เพราะปลาทองอาจจะปรับตัวไม่ทัน เกิดสภาพของปลาช็อคน้ำ ตายได้

ใส่เกลือไหม ? ของผมนี่ไม่ได้ใส่เกลือนะครับ ก็เลี้ยงตามปรกติ บ้างก็ว่าให้ใส่เกลือลงไปหน่อย ก็แล้วแต่ครับลอง ๆ ดู แต่อย่าใส่หนักมือไปมากนักเพราะปลาทองเป็นปลาน้ำจืดนะครับ ไม่ใช่ปลาน้ำกร่อย หรือปลาน้ำเค็ม  ผมเข้าใจว่าเกลือที่ใส่ก็คือเกลือทะเลนะ อันนี้ไม่รู้เข้าใจถูกหรือเปล่านะครับ  แต่คิดว่าเกลือที่มีอยู่ และใช้ในตามครัวเรือน ในบางภูมิภาค ที่เขาไม่ได้ติดกับทะเล การหาเกลือทะเลมาใช้อาจจะยาก อาจจะใช้เกลือที่ทำมาจากหิน ซึ่งแตกต่างกัน  หรืออาจจะมีเกลือสังเคราะห์ที่ความเค็มมันสูงเกินไปใช้ไม่ได้  ผมเคยอ่านหลาย ๆ บทความผมก็งง ๆ อยู่ แต่อันนี้ไม่รู้ว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่า   เกลือทะเลที่แพ็คเป็นถุง ๆ ที่เขาเติมไอโอดีนไว้แล้วนั่นก็ใช้ไม่ดีครับ  เพราะมันมีไอโอดีเจือปน กันปลาเป็นโรคเอ๋อ (ไม่ใช่แล้ว)

ถ้าตู้เรามีกรองก็ทำความสะอาดกรองบ้าง แต่ไม่ต้องทำบ่อยนักประมาณสัก 3-4 เดือนครั้ง ก็แนะนำว่าถ้าวันไหนจะล้างกรองก็เหลือน้ำในตู้ไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเหลือได้ เพราะว่าเวลาเราล้างกรองบางทีแบคทีเรียที่อยู่ในกรองก็จะหายไปกับน้ำ หรือตายเป็นจำนวนมาก บางบทความเขาบอกให้เอาน้ำเลี้ยงปลามาล้างกรองด้วยซ้ำ  แต่ผมว่าล้างด้วยน้ำประปาไปเหอะ เก็บน้ำเลี้ยงปลาไว้ง่ายกว่า  พอแบคทีเรียหายไปมาก ๆ ก็จะทำให้ระบบกรองนั้นไม่ทำงาน คือกรองยังไม่เซ็ตตัว กรองล่มอยู่ ซึ่งถ้าเราเหลือน้ำเก่าไว้ในตู้ก็จะเหมือนเลี้ยงแบ็คทีเรียส่วนหนึ่งไว้ กรองก็จะกลับมาทำงานได้ดี  พอล้างกรองก็ใจเย็น ๆ น้ำอาจจะไม่ใสในช่วง 2 - 3 วันแค่นั้นเอง ไม่ต้องตกใจเปลี่ยนน้ำซ้ำลงไป ลดปริมาณอาหารลงก็น่าจะช่วยได้ แต่ผมก็ให้ปริมาณเดิมนั่นแหล่ะ ไม่เห็นเป็นอะไร น้ำก็ไม่ได้ขุ่นอะไรมากมายนัก

แต่โดยรวม ๆ แล้วก็ไม่มีกฎเกณฑ์ทางด้านเวลาอะไรเป๊ะ ๆ หรอกครับเพียงแต่ต้องอย่าลืมดูแลมันบ้าง เพราะสิ่งปฏิกูลมันอยู่ในตู้ ระบบมันเป็นระบบปิด ก็ต้องมีการทำความสะอาดกันบ้างในบางเวลาที่เราว่าง ๆ

อายุของปลาทอง และอุณหภูมิน้ำ
เท่าที่เลี้ยงมาปีครึ่ง อุณหภูมิน้ำผมเฉลี่ย ๆ อยู่ที่ 32 องศา ในตู้ปลาผมก็มีเทอร์โมมิเตอร์อยู่อันหนึ่ง เท่าที่สังเกตดูไม่ค่อยขึ้นหรือลงอะไรนะครับ  ส่วนตอนนี้เลี้ยงมาแล้ว ชุดแรกที่ซื้อมาเลี้ยงก็ยังมีชีวิตอยู่นะครับ แต่ก็มีหลาย ๆ ตัวที่ตายไป  ผมก็ไม่รู้นะครับเวลาปลาทองผมจะตายเนี่ย อาการของมันก็คือ ว่ายน้ำทรงตัวผิดปรกติ เกล็ดพอง แต่ก็ไม่ได้มีอาการของการอักเสบคือตกเลือดหรือบวมแดง  ตัวบวมขึ้น จากนั้นมันก็จะหมดแรงลอยหงายท้อง ไม่ว่ายน้ำ แต่ก็ยังหายใจพะงาบ ๆ อยู่ แล้วก็ตาย   ครีบส่วนใหญ่ก็เหมือนจะมีอาการของการเปื่อยเป็นริ้ว ๆ ผมก็ไม่รู้ว่านี่คืออาการป่วยของปลาหรือเปล่า แต่คิดว่าอวัยวะภายในมันล้มเหลวแล้วหรือเปล่า เพราะตอนนั้นเห่อ ซื้อปลามาหลายตัว พอครบปี ปีกว่า มันก็เริ่มทยอย ๆ ตาย  ในเวลาใกล้ ๆ กัน ทิ้งกันสัปดาห์หนึ่ง เดือนหนึ่งก็มี แต่มันก็เป็นทีละตัว  อาการไม่เหมือนกับปลาเกล็ดพองเพราะคุณภาพน้ำไม่ดี   ผมคิดว่าอาการแบบนี้น่าจะถึงเวลาของมันหรือเปล่า

บางตำราก็ว่าปลาทองอายุยืน แต่ถ้าพิจารณาจากอุณหภูมิน้ำที่ผมเลี้ยงกดไป 32 เห็นมีหลาย ๆ บทความก็ว่าการที่น้ำอุณหภูมิสูงจะเป็นการเร่งวงจรชีวิตของสัตว์น้ำให้สั้นลง  อันนี้ผมก็ไม่รู้ ท่านใดมีความรู้ก็แชร์ ๆ ผมด้วยนะครับ

มีปลาอยู่ตัวหนึ่งเจ้าของเขาให้ผมมาเขาเลี้ยงมาแล้วปีกว่า ๆ แต่เขาเลี้ยงคงใช้น้ำอุณหภูมิไม่เท่าของผม เพราะตู้ผมโดนแดด เช้า-เย็น  ปกติห้องผมร้อนแต่ผมชินแล้วมีพัดลมเป่าอยู่ตัวหนึ่งผมก็อยู่ได้  ผมก็เลี้ยงปลาตัวนี้ไปได้อีกปีเกือบครึ่งก็ตาย (แสดงว่าตัวนี้อายุน่าจะราว ๆ 2 ปีครึ่ง)   แต่ตอนนี้ปลาที่ผมเลี้ยงตั้งแต่ตอนที่ซื้อตู้มาใหม่ ๆ ก็ยังอยู่นะครับ เหลืออีกสี่ตัวได้  ณ วันนี้อายุมันก็น่าจะราว ๆ ปีครึ่งแล้วครับได้มาตอนไปเที่ยวฟาร์มแหล่ะครับ แสดงว่าปลาฟาร์มของคุณลุง น่าจะอายุยืนนะ ว่าง ๆ จะไปบ้านโป่งซื้อปลาตัวโต ๆ  มาเลี้ยงบ้าง :)





อ่านต่อ ... หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาอีก 3 ปี
เคล็ดลับการเลี้ยงปลาทองให้อยู่รอดได้นาน ๆ




วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สงสัยปีนี้จะชง ....

วันนี้คงจะต้องบ่นกันยาวเลย

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ระยะนี้มีเรื่องมากมายเลยที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องแย่ ๆ ปกติแล้วผมมองว่าปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ด้วยเิงินได้นั้นมันไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไรมากนัก  แต่ว่าตอนนี้ชักจะรู้สึกว่าคิดผิดเสียแล้วมั้งเรา

คงต้องเล่าท้าวความไปยาว ๆ คืองี้ หน้าหอพักของผม (ผมเป็นเจ้าของหอพัก แล้วก็เป็นคนนั่งดูแล - แต่จริง ๆ แล้วผมเป็นคนคัดค้านการสร้างหอพักของพ่อกับแม่ตั้งแต่เริ่ม แต่สุดท้ายก็เอาก็เอา มาดูแลให้) หน้าหอพักผมมีต้นมะม่วงอยู่ต้นหนึ่ง เขียวเสวย ก็ออกดอกออกผล พ่อกับแม่ผมนั่นแหล่ะเป็นคนปลูกแล้วก็ดูแลรดน้ำเรื่อยมา  ผมก็ดูแลนะรดน้ำเรื่อยมาเหมือนกัน ปีนี้มะม่วงออกลูกไวกว่าปกติ ปกติแล้วต้นนี้จะได้กินประมาณเดือนมีนา

ผมเองก็เกิดอาการหวงสิ เพราะลูกมันก็ไม่ได้เยอะอะไร มีเด็กมาแอบสอยเรื่อย ผมเห็นผมก็ไม่รู้จะพูดว่าไง จริง ๆ แล้วผมคิดว่าพวกนี้ก็คงอยากจะโชว์เพื่อนแหล่ะ สอยมะม่วงคนอื่นให้เพื่อนกิน แถมสอยก็ไม่ได้ขอเราเลยสักคำ เพราะถ้ามีคนมาขอผมก็บอกว่า เอาตังค์ไป 10 บาท ไปซื้อกินเอาหล่ะกันจะได้ไม่ต้องลำบากสอย  - เพราะว่าผมรู้ว่าส่วนใหญ่เด็กที่มาสอยมะม่วงผมกินก็คืออยากจะโชว์เพื่อนแค่นั้นแหล่ะ

มีน้องคนหนึ่งก็ย้ายเข้ามาประมาณปลาย ๆ ปีที่แล้ว ก็นั่นแหล่ะมาสอยมะม่วง ผมก็เห็นผมก็แอบคิดในใจ ขอก็ไม่ขอ สอยไปให้เพื่อนกินอีกนะ ถึงแม้ว่าตอนสอยจะทำหน้าตาน่ารัก แต่มันก็เรียกว่าเป็นการหยิบฉวย เป็นการขโมยหรือเปล่านี่  (อันนี้ความคิดในใจล้วน ๆ)   บางทีคนเราก็ไม่รู้สึกหรอกเมื่อเป็นฝ่ายถูกกระทำ ถ้าเป็นผู้โดนกระทำบ้างสิจะรู้สึก
.
.
.
.
เวลาผ่านไปไม่นาน วันนี้เอง ห้องน้องคนนี้ก็ถูกงัด !!!!   น้องอยู่กับเพื่อน สมบัติเพื่อนหาย สมบัติตัวเองไม่ได้มีอะไรไว้ในห้องก็เลยไม่มีอะไรหาย ที่หายก็เป็นเงินที่อยู่ในกระปุกออมสิน ก็ไม่รู้ว่ากี่บาทเหมือนกัน   ห้องน้องเขาก็อยู่ตรงทางเดินที่โล่งแจ้งมาก ... ผมยังอึ้งเลยว่าทำไมโจรถึงมาเอาห้องนี้

จากร่องรอยก็พบว่า น้องก็ล็อคกุญแจสองชั้น คือล็อกกุญแจลูกบิด แล้วก็ล็อกแม่กุญแจด้วย ตามปกติที่ใคร ๆ ในหอก็ทำกัน เมื่อคืนตอนก่อนจะปิดหอผมก็ยังเห็นอยู่เลยว่าเขาล็อกนะ เพราะห้องน้องเขาเป็นห้องที่ผมเดินผ่าน ใครเดินก็ผ่าน ว่างั้นดีกว่า

แม่กุญแจที่น้องใช้ก็อันเล็กไปหน่อย ประมาณอันละ 40 - 50 บาท หน่ะแหล่ะนะ ก็เหมือนกับไว้ล็อคของจุกจิก พวกล็อกก็อกน้ำ หรือหีบเล็ก ๆ  โจรคนนี้ก็ใช้วิธีเลื่อย แล้วส่วนกุญแจลูกบิดก็ใช้พวกชะแลง ไขควง งัดเปิดเข้าไป ส่วนห้องอื่น ๆ ใช้แม่กุญแจแบบใหญ่ ๆ เลื่อยไม่ออกก็มีหลายห้อง

ที่แย่กว่าก็คือผมก็นอนอยู่ถัดออกไปอีกสองห้องหน่ะแหล่ะ แต่สาบานได้ว่าผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนะ หอปิด 5 ทุ่ม เปิดตอนประมาณ 6 โมงครึ่ง  แล้วก็เป็นวันอาทิตย์ ไม่มีใครอยู่หอพักเลย ส่วนใหญ่ก็กลับบ้านกันหมด  ตอนผมเปิดหอผมก็หลับตาเดิน ก็นะผมก็นั่งดูบอลเมื่อคืนอยู่ Oldham - Everton วันนี้ผมเองตื่นมาปกติจะไปนอนต่อ แต่นอนไม่หลับ (เหมือนมีลาง) ก็เลยเดินออกมานั่งทำงานอยู่พักหนึ่ง แต่หลังจากตื่นผมก็ไม่ได้สังเกตหรอกนะว่าสภาพห้องเป็นไง คนกึ่งหลับกึ่งตื่นเดินงัวเงียไปเปิดหอตามหน้าที่ จากนั้นกลับมาล้มตัวลง แต่นอนต่อไม่หลับก็เลยลุกไป office นั่งทำงานอยู่แป้บง่วงก็กลับไปนอนต่อ  ตื่นมาอีกทีตอนน้องเพื่อนร่วมห้อง มาเคาะประตูประมาณ 10 โมง บอกว่าห้องโดนงัด แค่นั้นแหล่ะตาสว่างเลย  แต่บางทีผมก็เคยคิดนะมันจะไปได้ยินคนข้างนอกได้ไง ในเมื่อตัวเองเปิดพัดลมเบอร์ 3 เป่าอยู่ข้าง ๆ ตัว มันก็ได้ยินแต่เสียงพัดลมนั่นแหล่ะ

ก็ดำเนินการแจ้งความลงบันทึกประจำวันอะไรไปตามปกติ

ถ้าคุณคิดว่าผมคงนึกสมน้ำหน้าน้องคนนั้น ผมยอมรับเลยว่าแว้บแรกก็คิด แต่พอมาเจอแบบนี้แล้ว ประตูก็เสียหาย ร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่รู้จะซ่อมแซมไง เปลี่ยนวงกบประตูเหรอ ? เรื่องใหญ่เลยนะ เปลี่ยนบานประตูเหรอ ? รู้สึกเศร้ามากกว่า

พอเกิดความเสียหาย ก็มักจะต้องหาตัวคนรับผิดชอบ ใครหล่ะ ??   .... ก็ผมไง   ....  วันนี้ขนาดคนในหอที่เดินเข้าเดินออก เดินเข้ามาทัก ทำให้ผมรู้สึกว่าเหมือนความรู้สึกมัน แปลก ๆ  ทำไมน้อ   เหมือนสายตาเขาบอกว่าผมนั่นแหล่ะผิดแต่ผมไม่ได้เอาไปนะ   ประตูผมก็เสียหายนะ

คดีงัดห้องนี้เป็นครั้งแรกเลยนะ ตั้งแต่เปิดหอมาจะ 9 ปีั คดีของหายนี่มันก็ไม่ค่อยจะเคยเจอมานานมากแล้วนะ ครั้งที่แล้วเอ่อ ... จำไม่ได้ จำได้ก็แค่มือถือหายในห้อง

อันนี้เป็นข้อความจากเจ้าของหอ คนดูแลหอ คนหนึ่งอยากจะบอกไปถึงทุกคนที่อยู่หอพัก ที่เข้ามาอ่านบทความนี้ว่า
1. คุณควรล็อกห้องของคุณให้แน่นหนาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าประมาท เพราะพวกโจรนี่มันไม่ใช่มนุษย์ ตั้งแต่เรื่องศีลธรรม ไปจนถึงเรื่องความสามารถในการหาช่องว่าง เพื่อลักทรัพย์

2. ผมเองก็รู้สึกเข้าใจนะว่าของหายเป็นอย่างไง ผมเองก็ของหายบ่อย ผมถูกลักขโมยมะม่วง ปีแรก ๆ ที่เปิดหอมือถือผมก็โดนคนหยิบไปหายในหอเหมือนกัน   แต่ผมคงต้องแจ้งคุณอย่างสุภาพว่า ผมไม่อาจจะชดใช้ความเสียหายให้คุณได้หรอก  มันก็ถูกผมเป็นคนเก็บเงินคุณ  แต่ผมก็คน ผมไม่เคยประสงค์ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ผมเองก็ได้รับความเสียหายพร้อม ๆ กับคุณ ในขณะที่ผมเองก็เข้าไปยุ่งกับชีวิตคุณไม่ได้มากนัก การดูแลผมก็มีผิดพลาดบ้างก็ยอมรับ  ผมก็ยินดีที่จะปรับแก้ ผมทำได้แค่นั้น

ผมเห็นทุกครั้งที่ของหาย ยาม หรือผู้ดูแล มักจะโดนกล่าวโทษเสมอ  ผมมองว่ามันก็คงเป็นที่อารมณ์ด้วยแหล่ะ แต่อยากให้นึกถึงว่า ถ้าคุณมีบ้านติดภูเขาที่มีลิงอาศัยอยู่ คุณจะรู้ว่าบางทีคุณกันลิงไม่ให้มาหยิบฉวยของของคุณนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่นี่เรากำลังปะทะมือกับคนที่เขาเตรียมเครื่องมือมาพร้อม  พร้อมที่จะฝ่าฟันทุกอุปสรรคที่คุณสร้างมาเพื่อขัดขวางเขา

ผมเดาเลยว่าห้องนี้จะต้องย้ายออกอย่างแน่นอน ความรู้สึก กระแสจิตมันส่งออกมา  และก็คงไม่มีใครอยากจะอยู่ห้องที่มีรอยโหว่ ขนาดนั้น การสูญเสียความเชื่อมั่นในถิ่นที่อยู่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แน่นอน

เมื่อก่อนนี้ผมยังบอกกับท่านประธานพ่อกับแม่ ผมอยู่บ่อย ๆ ว่าไม่ต้องติดหรอกกล้องวงจรปิด เพราะหอพักเราเงียบมาก คนไม่พลุกพล่าน เวลาปิดเปิดก็มี แต่มาวันนี้ผมรู้สึกว่าผมต้องการมันอย่างมากเลยทีเดียว เพราะว่าหอเราอาจจะเป็นหอเดียวที่การป้องกันหละหลวม ในขณะที่หอใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด option , facility ก็คงเพียบพร้อม หอข้าง ๆ ผมมีทั้งยาม มีทั้งกล้อง  แต่หอเขาห้องเยอะกว่าผมมาก ผมเป็นหอเล็ก ๆ

สำหรับเจ้าของผู้ดำเนินกิจการหอพัก ผมก็อยากบอกกับคุณว่า
1. พวกเราทำงานรองรับความเสี่ยง ในการปะทะกับคนที่ไม่หวังดีตลอดเวลา ถ้าประมาทเมื่อไหร่ก็โดนทำโทษแบบผม  พวกเราก็อยากได้เงินหน่ะแหล่ะ ไม่ได้อยากมารบกับโจร 

2. ความจริงการมีกล้อง ไม่ได้ช่วยให้จับโจรได้ แต่เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับทรัพย์สินของตัวเรามากกว่า อย่างน้อยโจรมันก็น่าจะยั้ง ๆ หวาด ๆ บ้าง  หรือในกรณีเกิดเหตุคุณก็ยังมีภาพคนร้าย ให้พิมพ์ประกาศต้องการตัวแปะไว้หน้าหอพัก เผื่อจะมีใครรู้จัก จะได้มีเบาะแสในการดำเินินการกับคนร้าย

3. เด็กสมัยนี้ accessories เขาเยอะขึ้นนะ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ Notebook หรือพวก Tablet พอของหายมันก็มูลค่าเยอะ ไม่เหมือนสมัยเรายังหนุ่ม ๆ ไม่มีอะไรเลย นาฬิกาข้อมือ มั้ง หรูสุด  มันก็เลยเป็นสิ่งยั่วเย้าให้โจรก่อเหตุมากขึ้น

4. อุปกรณ์พวกนี้หน่ะเสียเงินติดไปเหอะ อย่างกเหมือนผม ที่รอให้เหตุเกิดก่อนแล้วจึงมานั่งติด มานั่งเสียใจ เจ็บใจ เสียชื่อเสียงเกียรติประวัติหอพักหมด ติดช้าติดเร็วก็ต้องติดอยู่ดี อย่ารอให้เหตุเกิดก่อน ความจริงผมก็มีแผนจะติดอยู่ (อันนี้ไม่ใช่ข้ออ้างนะ แต่ว่าไม่อยากจะบอกว่าช่วงนี้เจอทั้งภาษีหอพัก เจอภาษี 12.5 เข้าไป ... จุก (ทุกปี) ....    แล้วก็ นกพิราบ ไประเบิดเสาไฟที่มีหม้อแปลงของหอ เสียเงินไปหมื่นกว่าบาท ....  โครงการติดกล้องมันก็เลย ชะงักไป)

5. คุณไม่สามารถเฝ้าหอพักได้ตลอด 24 ชั่วโมง เหมือนผมก็มีทำโน่นนี่บ้าง บางวันก็ป่วยไม่สบาย เพราะผมก็เป็นคนธรรมดา ๆ การมีตาวิเศษช่วยมองก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เหมือนมีคนช่วยทำงาน  ปกติแล้วผมหน่ะเฝ้าหอตลอดทุกวันเลย ในรอบเกือบสิบปีมานี้ ผมจำได้ว่ามีแค่วันเดียวที่ไม่ได้นอนที่ห้องผม เพราะตกรถเมล์นอนค้างอยู่สถานีขนส่ง


ก็หวังในใจว่าการมีกล้องวงจรปิดจะช่วยทำให้เกิดการสอดส่องดูแลได้ทั่วถึงมากขึ้น  หวังว่าคงไม่นำพาปัญหาใหม่ ๆ มาให้ผมอีกนะ วันนี้ผมก็คิดมากจนปวดหัวไมเกรนขึ้นเลย .... เห้อ

บันทึกลูกปลาทอง

ด้วยความตื่นเต้นของผม ผมก็เลยจะทำการรวบรวมภาพของเด็ก ๆ น้อย ๆ ของผมนะครับ ต่อเนื่องจากบทความที่แล้วเลยครับ

ลูกปลาทองของผมเอง อันนี้ก็เป็นภาพหลังจากย้ายมาอยู่กะละมันอันเล็ก ๆ ก่าอันที่เพาะหน่อย
เด็ก ๆ อายุประมาณ 1 สัปดาห์ครับ  ผมลองหยอดอาหารเม็ดลงไปไม่มีใครสนใจเลยครับ ก็เลยคิดได้ว่ามันคงต้องกินอะไรที่เล็กกว่าปากมัน เหมือนเด็ก ๆ ชอบหยิบของเล็ก ๆ เข้าปากหล่ะมั้งครับ


ลูกปลากำลังกินไข่แดงต้มสุกครับ

จากที่อ่านในเน็ตแหล่งความรู้ของคนสมัยนี้ เขาบอกว่าให้กินไข่แดงต้มสุกครับ ผมก็เลยไปซื้อไข่ไก่ต้มสุก ตอนแรกนึกว่าไข่ดิบก็เห็นรูปก็เขาก็บอกว่าเป็นไข่ไก่ต้มสุก ผมผ่ามาฟองแรก โหน่ากิน แต่คิดว่ามันไม่เป็นเม็ดครับเลยเอาอีกฟองหนึ่งไปต้มต่อให้สุกสนิทกว่าเดิม
จากนั้นก็เอาไม้มาเขี่ยครับเป็นก้อนเล็ก ๆ หย่อนลงไป .... ไม่กินอีก ไม่สนใจเลย เด็ก ๆ ผม ผมก็เลยเอาไซริง อุปกรณ์ที่เขาชอบแถมมากับพวกขวดหมึก ink jet แบบเติมหน่ะครับมีเพี้ยบเลย เอามาอันหนึ่ง มาทำคล้าย ๆ กับตัวบด (ต่อหัวเข็มด้วยนะ)

พอน้ำกับไข่แดงที่ต้มสุกมันเจือ ๆ เป็นเม็ดเล็กในหลอดไซริ้งผมแล้วก็จัดการฉีดลงไปเลยครับ ผลที่ได้ก็เป็นดังภาพครับ เจ้าตัวเล็กเริ่มจะสนใจกิน

กินไข่ไก่ต้มสุกครับ สังเกตที่ท้องจะเห็นเป็นสีขาว ๆ เลยครับ คือเป็นสีของเม็ดไข่ที่เด็กผมกินเข้าไปนั่นเอง


ตัวเริ่มจะโตขึ้นครับ อายุประมาณ 1 สัปดาห์ได้ครับ จะเริ่มเห็นหางแล้ว
พอเพาะปลาทองเองก็เริ่มเข้าใจครับจากการอ่านบทความ ดูวีดีโอจาก youtube  ก็ถ้าทำกันในเชิงพาณิชย์ที่เขาต้องคัดลูกปลาที่ไม่สมบูรณ์ออก

จากประสบการณ์ของผม ตอนนี้ผมมีเจ้าตัวเล็ก ๆ นี่ประมาณ 30 กว่าตัวได้ บางตัวก็แคระครับไม่ยอมโต บางตัวก็ว่ายน้ำแปลก ๆ  บางตัวก็โตดีแต่หางออกมาเหมือนหางปลาทู คือเป็นแบบนี้  -<  มันไม่บานออกเหมือนกระโปรง พวกนี้ถ้าเกิดที่ฟาร์มก็โดนคัดทิ้งไปแล้วครับ แต่ผมเลี้ยงเล่น ๆ เพื่อศึกษา

ปลาทองที่หางเป็นหางปลาทู (ตัวกลางภาพ)   ตัวริมหางจะแตกออกมาเป็นกระโปรง
เด็ก ๆ ก็จะเริ่มโตขึ้นเป็นตามลำดับครับ เริ่ม ๆ จะมีท้องครับ  จาก 30 ตัว ผมว่าผมมีปลาทองที่หางสวย ๆ ตัวโตไว ๆ ก็ประมาณ 8 ตัวเองครับ ที่เหลือหางอาจจะสวยแต่ตัวเล็ก


อายุประมาณ 2 สัปดาห์ครับตอนนี้ ก็เริ่มจะโตขึ้นแล้วครับ
ช่วงนี้ผมก็เลิกให้ไข่ต้มแล้วครับ อ่านในเน็ตเค้าว่ากันว่า จะให้อาหารพวกลูกไรครับ  ... เ่อ่อ คือว่าผมก็คนเมืองเหมือนกัน สมัยเด็ก ๆ หน้าฝนนี่ยังพอหาได้นะครับ ลูกไร ตามใต้ถุนบ้านที่น้ำท่วมตัวเล็ก ๆ แดง ๆ แต่พอโตขึ้นมาบ้านเรือนเขาก็ถมกันหมด ไม่ปล่อยให้น้ำท่วมขัง จะไปหาที่ไหนกันหล่ะครับ จะให้กินพวก ไรทะเล (อาร์ทีเมีย) ก็ดูเหมือนว่ายังตัวเล็กไปครับ ปากเด็ก ๆ ของผมนี่ยังเล็กเหมือนเดิมครับ
ก็เลยนี่เลยครับ อาหารสำหรับปลาทองที่เพาะโดยคนเมือง


ฮิคาริครับ เลี้ยงปลาแบบคนเมืองต้องจัดของแพง
ก็ไม่รู้เห็นเขาบอกว่าสำหรับปลาเล็กก็เลยสั่งจากเน็ตมาลองเลยครับหนึ่งซอง เกือบ ๆ 200 บาท แพง แต่เพื่อความมันส์ในการเรียนรู้การเลี้ยงลูกปลา ก็เลยเอาจัดมาหนึ่งซอง

ลองเหยาะไปลองเชิง ปรากฎว่าเด็ก ๆ ผมก็ไม่สนอีกครับ แต่มันเหมือนจะมีเศษ ๆ ของมันมั้งครับ ที่ผมสังเกตเห็นว่าปลามันก็กินครับ ก็เลยเอามาบดครับ บดง่ายมาก ๆ เลยครับ บดเป็นเม็ดเล็ก ๆ เหมือนผง ครับ ก็ใส่ลงไป ปลาทองก็มากินครับ แต่บางชิ้นมันก็บ้วนนะครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่กิน

หลังจากพบว่าปลาทองส่วนใหญ่ก็ไม่กินอาหารหรูราคาแพง ก็เลยต้องไปหาวิธีเพาะลูกไรครับ .... ซึ่งยากมาก
อาหารปลาที่ผมเล็งถัดไปก็คือ"ลูกน้ำ" หรือลูกยุงนั่นแหล่ะครับ  วิธีการเพาะลูกน้ำนี่ง่ายมากเลยครับ แค่เอากระป๋องดำมา หญ้าแห้งมาอีกสักนิดหน่อยพอประมาณแต่ไม่ต้องเยอะเกินครับ   เอาใส่น้ำไม่ต้องมาก แค่พอให้หญ้าบางส่วนจม หญ้าบางส่วนลอย ทิ้งไว้ประมาณ 4 วันครับ เราก็จะได้ลูกน้ำตัวเล็ก ๆ มา แถมมีตัวอะไรไม่รู้เ็ล็ก ๆ ด้วย อันนี้ก็ให้ลูกปลากินเหมือนกัน

ลูกน้ำที่เพาะได้ก็ถือว่าสะอาดครับ ผมก็เอาน้ำที่มีหญ้าแห้ง  เอาหญ้าแห้งออกก่อน เหลือแต่น้ำ จากนั้น ก็เอาน้ำทั้งหมดไปเทใส่ขวด    ขวดน้ำดื่มนี่แหล่ะครับ  ขวดนี้ก็วางอยู่บนขันพลาสติกกว้าง ๆ พอประมาณครับ ทำไมต้องวางบนขัน ? อ่านต่อครับ เดี๋ยวจะเฉลยให้ฟัง   คือผมอยากจะได้ลูกน้ำเพียว ๆ เพื่อที่จะมาล้างน้ำสะอาดอีกทีหนึ่งแล้วให้ลูกปลากิน  ธรรมชาติของพวกลูกน้ำคือมันจะต้องลอยน้ำครับ พอผมทิ้งไว้พักหนึ่งพวกมันก็ลอยน้ำ ผมก็เอามือบีบขวดพลาสติกครับ  น้ำก็พุ่งสิครับ  ทีนี้ลูกน้ำที่ลอยอยู่ก็ลอยละล่องมากับมวลน้ำ แล้วก็ตกลงขัน พวกตะกอนที่ไม่อยากได้ก็อยู่ก้นขวดไปครับ  เราก็จะได้ลูกน้ำเพียว ๆ แล้ว ก็เอามาล้างน้ำสะอาดนิดหน่อย จากนั้นก็ให้ปลาทองกิน

ส่วนพวกตัวอะไรไม่รู้เล็ก ๆ นี่ส่วนหนึ่งก็มาพร้อมกับลูกน้ำนี่แหล่ะครับ ผมเอาไซริ้งค์ ที่แถมมากับหมึกเติมเครื่องพิมพ์ดูดเอา แล้วก็ให้ปลากินอีกเหมือนกัน

เสียดายไม่ได้เก็บภาพไว้ ....


อันนี้เป็นลูกปลาอายุ 2 เดือนนะครับ อย่างงว่าทำไมโตช้าจัง เดี๋ยวบทความล่าง ๆ จะมีสมมติฐานของผมเอง

เวลาผ่านไป จำนวนลูกปลาก็ลดลงไปเรื่อย ๆ ครับ บางตัวเลี้ยงไงก็ไม่โต ไอ้ตัวที่โตก็โตได้โตดีจริง ๆ ผมเคยเปิด Internet เขาบอกว่าให้แยกไซร้ส์เพราะว่า พวกตัวโตจะแย่งอาหารตัวเล็กกิน ทำให้ตัวเล็กกินไม่ทันได้สารอาหารน้อยกว่า ทำให้โตช้า .... ซึ่งอันนี้ผมว่าจริงนะ

อันนี้พวกที่ตัวมีขนาดหน่อยก็จะเริ่มกินฮิคาริได้แล้วหล่ะครับ เศษ ๆ ด่านล่างนั่นก็คือฮิคาริซองฟ้านะครับ

จะเห็นได้ว่าจะมีไอ้ตัวอ้วนด้านขวาสุด ตัวนี้ขวัญใจของเด็ก ๆ ที่หอ แล้วก็แม่ผม เพื่อนผมมาทีไรก็ถ่ายรูปไอ้ตัวนี้ทุกที (คนที่เลี้ยงปลาหมอหอยหน่ะแหล่ะ ... ไม่เคยเห็นลูกปลาทอง อิอิ)

พอช่วงต้นเดือนมีนาคม 2556 ผมก็มองดูไ้อ้ตัวอ้วนนี่ แล้วคิดว่าน่าจะไม่เข้าไปอยู่ในปากปลาตัวใหญ่สุดในตู้ได้แล้วก็เลยจับมันไปอยู่ในตู้ครับ

อันนี้ถ่ายตอนอายุสามเดือนแล้วครับ สีสรรก็จะเริ่มมีกับเขาบ้างแล้ว คิดว่าก็น่าจะสีนี้แหล่ะมั้งครับ
ตอนลงไปแรก ๆ นี่ก็กลัวสิครับเป็นตัวเล็กตัวเดียวในบรรดาปลาตัวใหญ่ ทั้งหมด ปลาใหญ่ว่ายมาก็ว่ายหลบครับ หลัง ๆ ก็ชินครับเบียดแย่งอาหารกับปลาตัวใหญ่ได้สบายมากขึ้น

หลังจากเอาไอ้เจ้าตัวนี้ขึ้นมาอยู่ในตู้แล้ว ปรากฏว่า ไอ้ตัวเล็ก ๆ ที่เหลือก็ทยอยโตกันใหญ่เลยครับ แสดงว่าไอ้นี่กินเก่ง แย่งเพื่อนกิน

ผมเอาขึ้นมาอีกสามตัวซึ่ง ยังเหลือในกะละมังอีกสองตัว คิดว่าเอาตัวใหญ่ออกมาตัวเล็ก ที่อยู่ในกะละมังคงโตเร็ววันนี้

สรุปแล้วเลี้ยงมาครอกนี้น่าจะเหลืออยู่ประมาณ 6 ตัว




16 มีนาคม 2558 (อายุ 2 ปีกว่า)
ครอกนั้นแหล่ะครับ เหลือ 2 ตัว ตัวเท่านี้เลย ตามตลาดขายตัวละ 5 บาท