วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Nitrifying Bacteria - แบคทีเรียที่ย่อยสลายแอมโมเนีย&ไนไตรต์


แบคทีเรีย หรือ จุลินทรีย์

แบคทีเรีย หรือ จุลินทรีย์ก็เป็นคำ ๆ เดียวกัน แต่ แบคทีเรีย เราพูดทับศัพท์ภาษาอังกฤษ มาจากคำว่า Bacteria ส่วนจุลินทรีย์อันนี้เป็นคำภาษาสันสกฤต ก็คือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ดังนั้นบ่อยครั้งผมมักจะพูดทั้งสองคำ แต่มันก็คือคำเดียวกันนะครับดังนั้นอย่า"งง"นะครับ


โดยพื้นฐานแล้ว เรามีแบคทีเรียอยู่ในโลกจำนวนหลากหลายชนิด แบคทีเรียมีหลายสายพันธุ์และยังเกิดสายพันธุ์ใหม่ ๆ ได้เสมอ ในบรรดาหลายชนิดก็มีการจัดแบ่งได้หลายแบบ เช่น แบ่งตามรูปทรง, แบ่งตามแกรมบวกแกรมลบ, แบ่งตามชนิดของอาหาร

ถ้าแบ่งตามการมีประโยชน์นั้น กล่าวกันว่า เราจะมีแบคทีเรียที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือโทษราว ๆ 80% ของแบคทีเรียทั้งหมด, แบบที่ก่อให้เกิดโทษ อีก 10% และ ก่อให้เกิดประโยชน์คือนำมาใช้ประโยชน์ได้อีก 10%

Nitrifying Bacteria นั้นเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดประโยชน์ เราจำเป็นต้องศึกษาและเรียนรู้ เพื่อให้เข้าใจถึงกระบวนการการกำจัดของเสียในตู้ปลา  บ่อยครั้งเมื่อคุณได้ศึกษาค้นคว้าการเลี้ยงปลาทอง คุณมักจะเจอคำว่า "วัฏจักรไนโตรเจน" หรือ Nitrogen Cycle ก็คือกระบวนการแปรสภาพของของเสียของปลาที่เกิดขึ้นในระบบเลี้ยง จากความเป็นพิษสูง ก็คือแอมโมเนีย ไปจนถึง ความเป็นพิษต่ำ ก็คือ ไนเตรต

แบคทีเรียที่กล่าวถึงนี้เป็นตัวแปรสำคัญในการเลี้ยงปลาทอง(หรือปลาต่าง ๆ) พอเข้าใจเราก็จะสามารถวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของแบคทีเรียกลุ่มนี้ได้ และก็สามารถทำให้เราเลี้ยงแบคทีเรียกลุ่มนี้ไว้ในช่องกรองของเรา โดยไม่ทำมันตายเสียก่อน เมื่อแบคทีเรียไม่ตายของเสียก็จะถูกแปรสภาพให้เป็นพิษน้อยลง จนทำให้ปลาทองของเราไม่ป่วย











เมื่อได้พิจารณาข้อมูลของ Nitrifying Bacteria ข้างต้นแล้วจะพบว่า แบคทีเรียกลุ่มนี้ไม่มีสปอร์ ทำแห้งไม่ได้ ดังนั้นแบคทีเรียสำเร็จรูปที่ขายท้องตลาด จะเป็นแบคทีเรียอีกกลุ่มหนึ่ง ที่โดยมากก็คือแบคทีเรียกลุ่ม Bacillus Subtilis  แต่เรื่องนี้ก็จะยังไม่พูดถึง แต่เกริ่นคร่าว ๆ ว่ามีประโยชน์ และช่วยเราในการเลี้ยงปลาแน่นอน พอรู้ประโยชน์ก็จะทำให้ทราบถึงวิธีการเอาแบคทีเรียกลุ่มนี้มาใช้ประโยชน์ แต่ที่แน่ ๆ คือแบคทีเรียกลุ่มนี้ไม่ได้นำมาใช้ในการกำจัดของเสียที่มีพิษรุนแรงจากปลาทอง (ซึ่งหมายถึง ammonia) ไว้ค่อยจะเขียนถึงในภายหลังนะครับ ดังนั้นจึงขอจบบทความนี้ด้วยคำว่า "โปรดติดตามตอนต่อไป นะครับ".


วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2563

ยาต่าง ๆ ที่มักจะพูดถึง ถ้าคุณหลงทางเข้าไปในกลุ่มคนที่เลี้ยงปลาทอง


ยาที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงปลาทอง
---------------------------------------------

เรามาทำความรู้จักกับปลากันบ้างดีกว่า อย่างน้อยสำหรับคนที่เพิ่งตกหลุมรักปลาทอง เลี้ยงปลายังไม่เก่งก็จะเจอปัญหาการเลี้ยงปลาทอง ก็ปวดหัวกันไป ก็ต้องพึ่งยาในการรักษา บทความนี้ก็จะพยายามรวบรวมข้อมูลยาที่มักจะถูกพูดถึง หรือเวลาไปร้านขายปลาจะไปซื้อยาปลาจะได้เห็นหน้าตาคร่าว ๆ หรือบางร้านยาบางอย่างไม่มี อันไหนพอจะแทน ๆ กันได้บ้าง มีสรรพคุณทางเดียวกัน



ยาเหลือง
ยาเหลืองญี่ปุ่น

ยากลุ่มนี้ใส่แล้วน้ำจะออกเป็นสีเหลือง ใช้ได้ผลดีกับอาการหางเปือย ครีบเปื่อย ปากเปื่อย เป็นยาที่พูดถึงทั่ว ๆ ไป หรือใช้ในกรณีที่ปลาป่วยแบบไม่ทราบสาเหตุก็ใช้กัน เช่น ตกเลือด หรือปลามีความผิดปกติใด ๆ ฯลฯ ก็จะได้ยินคำแนะนำว่า "ให้เอาปลาไปแช่ยาเหลือง" ก็คือ "ยาเหลืองญี่ปุ่น" ซองขวามือสุด ที่มีแต่ภาษาญี่ปุ่น นี่หล่ะยอดฮิตติดตลาดเป็นเวลานาน ราคาก็ขยับขึ้นไปเรื่อย ๆ ซองแค่นี้ก็ 80 บาทแล้ว ปัจจุบันน่าจะราคามากกว่านี้นะ

ว่ากันว่ามีของปลอมด้วยนะ ตาดีได้ตาร้ายเสีย ตัวใครตัวมันหล่ะกันนะ ... ยาเหลืองยังมีอีกหลากหลายยี่ห้อนะครับในตลาด ไม่ว่าจะเป็นยาเหลืองเซนสุ, ยาเหลืองน้ำ และยังคงมีต่อเนื่องอีกเรื่อย ๆ เพราะเป็นยาสามัญประจำบ้านของคนเลี้ยงปลาทองเลย

สำหรับต่างประเทศอาจจะหายาเหลืองญี่ปุ่นตรงตัวยาก ก็อาจจะใช้ยาที่ชื่อว่า Acriflavine ซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาโรคเปื่อย แบคทีเรียกลุ่มที่ก่อให้เกิดโรคหางเปื่อยได้ดี






มาลาไคท์
- กลุ่มนี้ใส่แล้วน้ำจะออกเป็นสีเขียว
- ไม่ควรใช้กับปลาที่เอามาบริโภคเป็นอาหารเพราะเป็นสารก่อมะเร็ง

ได้ผลดีกับการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โปรโตซัว โดยทั่ว ๆ ไป แต่ระวังเรื่องยาหมดอายุ มีรายงานว่าจะเป็นพิษเมื่อหมดอายุ

Super Ich (white crane) : ใช้รักษาโรคจุดขาวเป็นยาที่เป็นส่วนผสมระหว่างมาลาไคท์ กับฟอร์มาลิน รักษาจุดขาวได้ผลดีเยี่ยม สามารถนำไปประยุกต์ใช้รักษาโรคประเภทอื่น ๆ ที่เกิดจากโปรโตซัวได้อีกด้วย





เมธิลีนบลู (Methylene Blue) :
ใส่แล้วน้ำเป็นสีฟ้า - ไม่ได้เกิดจากเอายาเหลือง มาผสมกับมาลาไคท์แต่อย่างใด

ยากลุ่มนี้ใช้ในการขนส่งปลา นอกจากจะสามารถฆ่าเชื้อได้แล้ว ยาช่วยให้อ็อกซิเจนละลายในเลือดปลาได้ดีขึ้นอีกด้วย ใช้ในกรณีที่ปลาป่วยจากพิษแอมโมเนีย ไนไตรต์ กรณีปลาเหงือกเสียหาย นิ่งซึม ไม่ว่าย หายใจเบา ๆ อยู่ก้นตู้ หรือเริ่มแสดงอาการเหงือกอักเสบเช่นว่ายส่ายอยู่บริเวณผิวน้ำ แต่อย่าลืมว่าต้องวิเคราะห์าการปลาเป็นด้วย ยาทุกชนิดใส่จะต้องมั่นใจว่าน้ำสะอาด และปลาที่กินอาหารได้ และเพิ่งได้กินอาหารไปก่อนจับแยก อาจจะมีแอมโมเนียติดค้างในตัว อาการพิษแอมโมเนียนี้มักจะเป็นต่อเนื่อง คือตอนแยกรักษาจะต้องใช้น้ำเยอะ ๆ เพราะปลายังสามารถขับแอมโมเนียได้จึงทำให้น้ำเป็นพิษได้อีก อาจจะต้องมีการเปลี่ยนน้ำเปลี่ยนยาอีกรอบหลังจากที่จับปลาแยกออกมาแล้วในระยะเวลาอันสั้นเช่น 4 - 8 ชั่วโมงหลังจับแยก มิฉะนั้นการใส่ยาอาจจะไม่ได้ผลเพราะน้ำยังมีแอมโมเนียที่ค้างจากปลาและถูกขับออกมาระหว่างรักษาได้

ใช้รักษาโรคจุดขาว หรือติดเชื้อแบคทีเรียได้ดี เรียกว่าสารพัดประโยชน์พอตัวเลยทีเดียว ควรมีติดบ้านไว้เหมือน ๆ กับที่มียาเหลืองติดบ้าน


ใช้ในการเคลื่อนย้ายปลา เนื่องจากคุณสมบัติคือช่วยให้อ็อกซิเจนละลายในเลือดได้ดี และยังเป็นยาที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และโปรโตซัวได้บางชนิดด้วย จึงนิยมใช้มากในการขนส่งปลา ซึ่งจะช่วยลดปัญหาปลามีอาการป่วยระหว่างขนส่งได้ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งด้วยในเรื่องการของการเตรียมการแพ็คปลาเพื่อขนส่งก็มีรายละเอียดอื่นอีกพอสมควร นอกเหนือจากเรื่องการใช้เมธิลินบลูในการแพ็คปลาเพื่อขนส่ง




เกลือทะเล , เกลือสมุทร
เกลือ , เกลือสมุทร NaCl (โซเดียมคลอไรด์)

ใช้ในการลดพิษของไนไตรต์ ช่วยปรับสมดุลแร่ธาตุอิเล็คตอไลต์ของปลากับน้ำ แม้ว่าปลาทองจะเป็นปลาน้ำจืด แต่ก็มีความสามารถในการต้านทานเกลือได้สูงพอสมควร แต่เชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ก่อให้เกิดโรคก็อ่อนแอลงเมื่อเจอกับเกลือ จึงมักจะใช้รักษาอาการตกเลือดเล็กน้อย

บางคนเติมเพื่อให้ปลาสดชื่น การเติมเกลือสามารถเติมได้ไม่ผิดแต่อย่างใด เพราะเป็นการช่วยลดความแรงของเชื้อโรคในน้ำได้ บางครั้งปลาดูไม่ค่อยร่าเริงหลังเปลี่ยนน้ำเยอะ ๆ ก็สามารถเติมเกลือลงไปเล็กน้อย ปลาก็สามารถกลับมาร่าเริงได้

เวลารักษาโดยมากมีหลายสูตรมาก หลายความเข้มข้น ตัวอย่างที่ใช้กันบ่อยก็ 5 - 10 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร หรือจะมากกว่าก็ไม่เป็นไร

ถ้าใช้แบบปกติก็จะอยู่ราว ๆ 3 - 5 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร

เวลาใช้ก็ระวังเกลือ และความเค็มสะสมด้วย แม้ว่าเกลือจะละลายน้ำแต่ในน้ำก็มีเกลืออยู่นะ

บางพื้นที่อาจจะเป็นเกลือสินเธาว์ หรือเกลือหิน อันนี้มีข้อมูลไม่ชัดเจนว่าใช้แทนกันได้ไหม และไม่ควรใช้แบบที่ผ่านเติมเพิ่มไอโอดีน

การเกิดแผลก็สามารถใช้เกลือเพื่อรักษาการเสียสมดุลภายในตัวปลาได้ เช่นถ้าเป็นแผลใหญ่ ๆ มีบริเวณกว้างก็สามารถใช้เกลือ เพื่อเพิ่มไอออนในน้ำปลาจะได้ไม่เสียของเหลวออกทางปากแผลมากเกินไป


ดีเกลือฝรั่ง, แม็กนีเซียมซัลเฟต (Magnesium Sulfate)

ดีเกลือฝรั่ง (เน้นว่าต้องฝรั่ง) แมกนีเซียมซัลเฟต MgSO4

ใช้เพื่อให้ปลาเกิดภาวะผ่อนคลาย ใช้ในตอนปลาเริ่มมีอาการเสียการทรงตัว สารนี้พบอยู่ในยาระบายเด็กด้วย เผื่อใครที่เคยเจอว่าให้ป้อนยาระบายเด็กกับปลาที่เสียการทรงตัว

ไม่ช่วยกรณีที่ปลาเสียการทรงตัว หงายท้อง อันเนื่องมาจากสาเหตุของการติดเชื้อ ช่วยในตอนที่ปลาเสียการทรงตัวเนื่องจากความเครียด ปลาไม่ได้ติดเชื้อแต่ปลานอนนิ่ง ๆ ไม่ยอมว่าย โดยใส่ลงในน้ำสะอาด น้ำใหม่ ตอนรับปลาใหม่เข้าบ้าน ปลาที่ผ่านการขนส่งมาแสดงอาการเครียด ก็สามารถใช้ดีเกลือช่วยลดความเครียดได้

ปริมาณการใช้ก็มีหลายสูตรอีกเหมือนกัน ว่ากันว่าประมาณ 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 20 ลิตร

ถ้าไม่อยากให้ปลาเสียการทรงตัว ต้องทำให้น้ำมีระบบกรองชีวภาพที่แบคทีเรียทำงานได้ดี จะบอกลาโรคเสียการทรงตัวได้จริง ๆ นะจะบอกให้

บางทีอาจจะได้ยินชื่อ "แม็กนีเซียมซัลเฟตเฮปต้าไฮเดรต" ก็ใช้ได้เหมือนกัน



ฟอมาลิน และ กลูตารัลดีไฮด์

ฟอร์มาลิน (Formalin)
----------------------------------------------
ในตลาดอาจจะมี 40% วางขายปน ๆ กันก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่โดยทั่ว ๆ ไปก็จะเป็นแบบ 37% หาซื้อได้ตามร้านขายยาคนร้านใหญ่ ๆ จะมีขาย ตอนไปซื้อก็ซื้อไซริ้งค์ ขนาด 1cc มาด้วยเลย เพราะเป็นของเหลวต้องตวงหน่วยเป็น cc (หรือ ml) อยู่แล้ว

การใช้โดยทั่ว ๆ ไป ก็จะใช้อยู่ที่ 0.0125 ml/Litre ก็คือ น้ำ 1 ลิตรใส่ยาลงไป 0.0125 ml หรือ น้ำ 20 ลิตร ใส่ฟอมาลิน 0.25 ml ก็ค่าเดียวกัน... แต่บางตำราก็ใส่เข้มข้นกว่านะ

ส่วนใหญ่ใช้ในการฆ่าเชื้อตัวใหญ่ขึ้นมาจากแบคทีเรีย เช่นโปรโตซัว ปลิงใส อิ๊ค(หรือจุดขาว)

ข้อได้เปรียบคือ ไม่ทำกรองชีวะภาพล่ม ดังนั้นอาจจะใช้รักษาอิ๊คควบคู่กับฮีทเตอร์ได้เลย

ถ้าสังเกตเห็นว่ามีตะกอนอยู่ด้านล่างขวด ก็อย่าใช้เพราะมันหมดอายุและมันจะเป็นพิษ

กลูตารัลดีไฮด์
------------------------------
ตัวนี้ค่อนข้างครอบจักรวาลมาก ๆ ตามสรรพคุณที่เขาเขียนไว้หลังฉลาก แต่กลิ่นก็จะมาแนวเดียวกับฟอมาลิน ใช้ความเข้มข้นน้อยกว่ามาก แนวทางการใช้เป็นแนวเดียวกัน แต่ไม่มั่นใจว่าแบคทีเรียในกรองชีวะภาพจะเป็นอันตรายหรือไม่ เพราะแอดไม่เคยลองใช้ในตู้ใหญ่สักที ยาใช้ความเข้มข้นน้อยมากจึงอาจจะเหมาะกับการเลี้ยงที่มีสเกลใหญ่ เช่น เลี้ยงในบ่อ

ระวังเรื่องยาหมดอายุด้วย



ยากลุ่มกำจัดปรสิตภายนอก

กลุ่มกำจัดปรสิตภายนอก

ปรสิตภายนอกที่เรามองเห็นก็ส่วนใหญ่จะเจอบ่อยที่สุดก็คือเห็บระฆัง, หนอนสมอ (ไปหาดูหน้าตากันเอาเอง ใครใจดีลงรูปใต้นี้ก็ได้นะครับ)

ส่วนที่มองไม่เห็นก็จะเป็นปลิงใส (Fluke) มีสองประเภทคือปลิงใสเหงือก และปลิงใสติดตามตัว

เดพเพอร์เร็กซ์
--------------------
จัดว่าเป็นยาที่แรงมาก เหมาะสำหรับการเลี้ยงสเกลใหญ่ครับ เพราะใช้ยาน้อยมาก

ดีมิลิน
---------------------
ถ้าคุณพบเห็นเห็บระฆังหล่ะก็ดิมิลินสิ ใส่ไปไม่นานเห็บหลุดออกมาหมุนเลย แล้วปลาทองคุณก็จะงาบ เป็นยาที่ได้ผลมากกับเห็บปลา และหนอนสมอ (แต่ไม่ใช้ในการรักษาปลิงใสนะครับ)

Praziquantel (พราซี่)
-------------------------------
ตัวนี้ข้อเสียคือละลายน้ำยาก แต่ได้ผลดีกับปลิงใส (ผมเองก็ไม่มีกล้องจุลทรรศน์เลย ไม่ได้วัดประสิทธิภาพแบบเห็นกับตาสักที) แต่ทั่วโลกบอก กับปลิงใสนี้ใช้พราซี่ดีที่สุดและ

ยากลุ่มนี้จะส่งผลกระทบกับปลาด้วย แนะนำว่าควรเตรียมน้ำให้อยู่ในสภาพดี และงดอาหารปลา ปลาที่ติดปรสิตนั้นไม่ได้ทำให้ปลาตายไว (นอกจากจะพบร่วมกับสาเหตุอื่นเช่นน้ำเสีย น้ำไม่ดี อันนี้ก็จะทำให้ปลาตายเพราะน้ำไม่ดี ไม่ได้ตายเพราะปรสิต) ดังนั้นเมื่อเจอปรสิต ก็ใจเย็น ๆ ไม่ต้องตระหนกมาก เตรียมน้ำ เตรียมงดอาหารปลาสักวันเพื่อให้ปลาแข็งแรง ใส่ตามโดสที่กำหนดอย่างเคร่งครัด (ยกเว้นพราซี่ที่เกินโดสได้ไม่เป็นไร)

ยากลุ่มนี้เมื่อใส่แล้วแช่ปลาไว้ 1 คืน ก็ควรเปลี่ยนน้ำออกบ้าง แล้วพอผ่านไปอีก 3 วันก็ใส่อีกรอบ ถ่ายน้ำ แล้วก็ซ้ำอีกสักรอบเมื่อผ่านไปอีก 3 วัน เพื่อกำจัดปรสิตให้ครบวงจรชีวิต

ควรใส่ช่วงเย็นเพราะยากลุ่มนี้โดนแสงแล้วเสื่อมสภาพนะ

ปล. ยังมีอีกสองยี่ห้อคือท็อป และ ไซเตส ใครมีภาพลงใต้คอมเม้นต์ให้ทีนะครับ ขอบคุณครับ




ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) : หาซื้อได้ตามร้านขายยาคน

คนมักเรียกว่ายาแก้อักเสบ แต่เราจะเรียกว่ายาปฏิชีวนะ เพราะจะได้ไม่สับสนกับยาอีกกลุ่มหนึ่ง ยากลุ่มนี้ก็มีหน้าที่หลัก ๆ เลยคือฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคยามที่ภูมิคุ้มกันปลาทองตกลงหรือลดลงด้วยสาเหตุใดก็ตาม

เวลาเราเลี้ยงปลาทอง ปลาทองของเรานั้นสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรียที่ทั้งเป็นฝ่ายดี และฝ่ายไม่ดี(คือก่อให้เกิดโรคในปลาตลอดเวลา) แต่ปลาเราจะยังไม่แสดงอาการก็เพราะภูมิคุ้มกันของปลาทำงานป้องกันได้ดีตลอดเวลา ทำให้เชื้อโรคไม่เพิ่มจำนวนขึ้นภายใน/ภายนอกตัวปลาและสร้างปัญหาให้ปลา

แต่เมื่อใดที่ภูมิคุ้มกันปลาตก ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ เลยก็คือมักจะมาพร้อมกับคุณภาพน้ำที่แย่ คุณภาพน้ำที่ไม่ใช่ ส่งผลให้ปลาทองเครียด และภูมิคุ้มกันปลาทองลดลงในท้ายที่สุด เชื้อโรคเหล่านี้ก็จะรุมเล่นงานปลาคุณทันที

เชื้อแบคทีเรียที่เล่นงานปลาทองคุณนั้นก็จะมีหลากหลายสายพันธุ์ แล้วแต่เลยว่าจะโดนตัวไหนเข้าไป และจะโดนมากกว่า 1 ตัว

ยากลุ่มนี้จะสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เล่นงานปลาทองที่อ่อนแอ รวมไปถึงแบคทีเรียทั่ว ๆ ไป แบคทีเรียดี (คือแบคทีเรียที่ไม่ก่อให้เกิดโรค)ก็โดน การใช้ยาปฏิชีวนะก็เหมือนกับการยิงนิวเคลียร์เข้าใส่คนร้ายที่อยู่กลางคนบริสุทธิ์นั่นแหล่ะ

เพราะฉะนั้นการใช้ยากลุ่มนี้ควรแยกปลาออกมาจากระบบเลี้ยงเสียก่อน เพราะแบคทีเรียกลุ่มที่ย่อยสลายของเสียที่อยู่ในตู้ของเราจะได้ไม่โดนลูกหลง เอาปลาทองตัวที่ป่วยมารักษา จนกว่าภูมิคุ้มกันเขาจะกลับคืนมาแข็งแรง จึงย้ายกลับไปไว้ในตู้

สิ่งสำคัญกว่าการให้ยาคือทำอย่างไรให้เลี้ยงปลาทองเรามีภูมิคุ้มกันที่สามารถต่อต้านแบคทีเรียเหล่านี้ได้ นั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็นนะ ไม่มียาปฏิชีวนะขนานใด ๆ ดีไปกว่าภูมิคุ้มกันของปลาทองเอง

ยากลุ่มนี้หลัก ๆ จะเก่งกับเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ ที่ใช้อากาศในการหายใจ เป็นยาฆ่าเชื้อโรคแบบวงกว้าง กลไกลการทำงานของยาไปถามเภสัชเอานะ ซึ่งโรคที่เราเจอก็มักจะมาจากแบคทีเรียกลุ่มนี้

การตัดสินใจใช้ยากลุ่มนี้คือเราต้องการจะให้ยาซึมเข้าไปในตัวปลาด้วย เพราะบ่อยครั้งปลาเราป่วยคือเชื้อแบคทีเรียมันเข้าไปก่อกวนระบบภายในของปลาแล้ว ปลามักจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมกับอาการที่แสดงออกภายนอกคือ เราอาจจะเห็นปลามีอาการตกเลือด เกล็ดหลุด ครีบเปื่อย ครีบฉีกขาด ปากเปื่อย ร่วมกับการซึม เสียการทรงตัว ตาโปน ซึ่งเป็นอาการติดเชื้อภายใน

Tetracycline
-----------------------
เตตร้าไซคลิน (สั้น ๆ ก็เตตร้า) ก็คือชื่อตัวยา ส่วนท๊ซีมัยซินคือชื่อทางการค้า ก็นั่นแหล่ะนะ อาจจะใช้ยาตัวเดียวกันแต่ไปยี่ห้ออื่นก็คือเหมือนกัน เก่งกับแบคทีเรียแกรมลบ แบบใช้อ็อกซิเจน ก็คือทั่ว ๆ ไปนั่นแหล่ะ เป็นยาที่ถูกแนะนำให้ใช้มากที่สุด ใช้มานานแล้ว ตั้งแต่สมัยเป็นเม็ดดำแดง แดงดำ โน่นเลย

ผงมีสีเหลืองละลายน้ำได้ง่าย ละลายแล้วเวลาใช้รักษาปลาจะใช้คู่กับอ็อกซิเจนจะเห็นเป็นฟองฟอดเลย ไม่ต้องตกใจ

Amoxycillin แอมม็อกซี่
-----------------------------------
ยาติดตู้สามัญประจำบ้านมีกันทุกบ้าน และก็มีหลายสีมากแล้วแต่เลย แตกต่างตรงที่เก่งกับแบคทีเรียแกรมบวกบางตัวนะ ก็มีหลายคนที่แนะนำให้ใช้ คือถ้าใช้แล้วมันเวิร์กก็โอเค แต่ถ้าไม่เวิร์กอาจจะต้องพิจารณาในการใช้ยาตัวอื่น

ละลายน้ำยากหน่อยแต่ก็ละลายได้ใช้เวลาไม่นาน ผงสีขาว เวลาใช้แกะเอาผงในแคปซูล

Doxycycline
--------------------------------
ยารักษาสิว อันนี้ก็เป็นอีกตัวคล้ายกับเตตร้าฯ ผงสีเหลืองเหมือนกัน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพราะมีรายงานว่ายาตัวนี้เชื้อดื้อยาน้อยกว่าเตตร้า สรรพคุณในการใช้รักษาปลาทองก็เหมือนเตตร้าฯเลย

Metrodinazole
----------------------------------------------
ตัวนี้ใช้ในกรณีแบคทีเรียที่ไม่ใช้อ็อกซิเจนในการหายใจ ในกรณีที่เป็นโรคหัวรู คือเป็นแผลโบ๋ ๆ ที่วุ้น เหมือนปลาทองโดนตัวอะไรกินวุ้นหายไป หรือบางทีก็วุ้นแดงอักเสบ อาจจะใช้คู่กับยาที่ใช้รักษาโรคปลิงใสในบางครั้ง

ยากลุ่มนี้ต้องพยายามอัพเดทตัวเองตลอดเวลานะครับเพราะเชื้อจะดื้อยาเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เมื่อเชื้อดื้อยาก็จะทำให้ยาไม่ได้ผล ก็ควรจะต้องศึกษาเพิ่มเติมกันอยู่ตลอด มียาใหม่ ๆ มาให้ลองใช้ได้ตลอด




ยาปฏิชีวนะ

กลุ่มนี้มักหาได้จากร้านขายสัตว์เลี้ยงนะครับ ก็หน้าที่เหมือนกันแหล่ะครับคือยับยั้งแบคทีเรีย ทีนี้ในบางตัวอย่าง นอร์ฟล็อกซาซิน กับ เอ็นโรฟล็อกซาซิน จะได้ผลดีกับระบบภายในของปลาทองมากกว่า

อย่างที่บอกก็ต้องหาข้อมูลกันไปยาพวกนี้จะมียาตัวใหม่มาหลอกเราเรื่อย ๆ นะครับ มันคือการสู้รบกับแบคทีเรียครับ แบคทีเรียก็มีการสู้กลับเหมือนกันด้วยการต่อต้านยา




Seachem - Prime , Seachem - Safe

ไม่ใช่ยานะครับตัวนี้เป็นน้ำยาปรับสภาพน้ำให้เหมาะสมกับการเลี้ยงปลาทอง โดยจะลดคลอรีนนะครับหลัก ๆ

อันนี้อาจจะได้ยินบ่อย ๆ ขึ้นในระยะหลังเมื่อเร็ว ๆ นี้ บางทีเห็นในคอมเม้นต์ หรือคำตอบ/คำถามจะเห็นการพูดถึงคำว่า "Prime" สั้น ๆ ก็เป็นสารเคมีในการลดคลอรีน ซึ่งผมได้เคยสอบถามไปยังทางผู้ผลิตอเมริกา เขาบอกว่าจะแก้น้ำที่มีคลอรีนได้ 5 ppm เลยทีเดียว ถ้าใช้ตามโดสที่เขาแนะนำคือ 1cc : น้ำ 40 ลิตร (สระว่ายน้ำมีคลอรีนประมาณ 2 ppm) นั่นคือใส่ครึ่งเดียวตามโดสก็ควรเอาคลอรีนในน้ำประปาได้อยู่หมัด ซึ่งมีความเข้มข้นของคลอรีน/คลอรามีน ไม่เกิน 1 ppm

และยังเป็นตัวช่วยลดพิษแอมโมเนีย ไนไตรต์ ไนเตรตได้ด้วย ผมทดสอบแล้วลดได้จริง! (หรือโกหกไม่รู้แต่ตัวเทสแอมโมเนียผมบอกว่าลดลงนะ)

โอเคถ้าได้ยินคำว่า Prime ก็คือตัวนี้นี่แหล่ะหน้าตาแบบนี้ หาซื้อได้ที่ร้านรีเพ็ทบลิค จตุจักร ซึ่งเป็นเจ้าเดียวที่นำเข้ามาขายนะ สั่งได้ทางเฟซบุ๊คหรือช่องทางออนไลน์ด้วยหากใครไม่สะดวกเดินทาง (ได้ค่าโฆษณาร้านเท่าไหร่วะเนี่ย) หรือจะสั่งผ่านทาง ebay ก็ได้ แต่ผ่านทาง ebay แพงกว่าหน่อยประมาณร้อยหนึ่งได้ เรียกว่าเป็นตัวแทนจำหน่ายของ Seachem ในประเทศไทย

ก็เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ไม่มั่นใจเรื่องของน้ำนะ ลดคลอรีนได้ ลดแอมโมเนียได้ ก็จะช่วยลดการสูญเสียไปได้นะครับ มือเก่าที่จัดการระบบน้ำระบบของเสียจนคล่องแล้วก็ข้ามได้

ส่วน Seachem - Safe มันก็คือ Prime ในเวอร์ชั่นผงนั่นแหล่ะครับ



เกลือไบโอซอล์ท

เกลือไบโอซอล์ท

เกลือคุณภาพสูงผสมยาเหลือง - อ็อกซี่เตรตตร้าไซคลิน สามารถใช้รักษาและควบคุมโรคที่จะเกิดขึ้นกับปลา เช่น โรคเน่าเปื่อยตามลำตัวหรือที่หาง โรคตกเลือด-ตาโปนจุดขาว หนอนสมอเห็บ และอาการซึมอ่อนเพลียเบื่ออาหาร

วิธีใช้ : ใช้ยาเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 15 ลิตร
ควรใช้เมื่อเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกครั้ง
เกลือไบโอซอล์ทนี่ก็เหมือนไมโล 3 in 1 ก็คือมีทั้งเกลือ ยาเหลือง และยาปฏิชีวนะ(อ็อกซี่เตตร้าไซคลิน) ก็ถ้ามีติดบ้านไว้ก็ดี น่าจะเหมาะกับอาการเปื่อยเป็นหลัก การใช้ก็ตามที่ระบุ ก่อนใช้ก็คือต้องเตรียมน้ำสะอาดมาก ๆ จากนั้นละลายเกลือกับน้ำให้เรียบร้อยตามปริมาณที่เขาระบุคือ 1 ช้อนโต๊ะ/น้ำ 15 ลิตร แล้วนำปลาทองตัวที่ป่วยมาปล่อยลงไป

เรื่องการแก้เห็บ/หนอนสมอนี้คิดว่าไม่น่าจะทำได้ โดยดูจากส่วนผสม น่าจะเป็นยาใช้รักษาโรคกลุ่มแบคทีเรียเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องของการรักษาจุดขาวคิดว่าคือเมื่อปลาแข็งแรงขึ้นโดยการใช้ยาช่วยจุดขาวก็สามารถจะหายไปได้เช่นกัน แต่อาจจะไม่ได้มีส่วนผสมที่กำจัดจุดขาวโดยตรง เน้นทำให้ปลาแข็งแรงแล้วจุดขาวหายไป

พยายามใช้น้ำเยอะ ๆ เช่น 30 ลิตร เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ โดยรวมก็อาจจะดูแพงไปหน่อย แต่ก็สะดวกดี เหมาะกับอาการโรคเปื่อย ตกเลือดที่สุด ซึ่งเป็นอาการที่มือใหม่มักจะพลาดบ่อย เพราะคุมคุณภาพน้ำยังไม่นิ่












วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Back Story ในวันนั้น ... กรณีรถมอเตอร์ไซด์หายไปจากหอพัก

ก่อนจะไปสู่เนื้อหลักของบทความ ก็ต้องบอกว่าควรเข้าไปอ่านข่าวนี้ก่อน

ข่าวรถหาย


ผมคือเจ้าของหรือผู้ดูแลหอพักนี้เองแหล่ะนะ วันนั้นเป็นคืนของวันพฤหัสเข้าวันศุกร์ ทุกอย่างก็ดูเหมือนปกติ เหมือนที่เคยผ่านมาตลอด 10 กว่าปี อย่างน้อยก็ในช่วงของวันพฤหัสบดี ในคืนนั้นราว ๆ ตีสอง ผมก็ยังไม่ได้นอนปกติก็นอนช่วงตี 2 - ตี 4 อยู่แล้ว ในช่วงนี้ เวลาชีวภาพในตัวของผมมันก็สับสนเล็กน้อย ยังเคยคิดกับตัวเองเลยว่า โหเมื่อก่อนตี 2 นี่ตัวต้องอยู่บนที่นอนแล้วนะ แต่ทำไมเดี๋ยวนี้นอนตีสี่ ตื่น 10 โมง ก็รู้สึกอาย ๆ เหมือนกันที่ต้องมาเปิด office เวลา 10 โมงเช้า

แต่ในเหตุการณ์ปกติของหอพักขนาดผมที่ว่านอนช้าแล้ว ก็ยังแพ้พวกเด็ก ๆ ที่อยู่ในหอ ตีสาม ตีสี่ ยังมีเสียงเดินขึ้นบันไดบ่อย ๆ คือน้อยวันที่จะไม่ได้ยินเสียง ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงในใจก็จะคิดว่า โห ดึกขนาดนี้ยังมีคนเดินขึ้นเดินลงหอพักอีกเหรอวะเนี่ย ... คือมันอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับชาวกรุง แต่ชาวเพชรบุรีเนี่ย สองทุ่มร้านรวงก็ปิดหายกันไป 95% แล้ว ไม่มีใครอยู่ดึกขนาดนั้นหรอก

ย้อนกลับมาในคืนนั้นมันมีเหตุการณ์เพิ่มเติมคือ ช่วงตีสอง ผมเห็นว่าเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ที่เปิดให้บริการหน้าหอพักยังทำงานอยู่ ผมก็เดินไปดูเพราะได้ยินเสียงของเครื่องซักผ้าทำงาน ด้วยใจที่คิดว่าโหซักผ้าดึกขนาดนี้ใครวะ แต่ในใจก็คิดถึงคน ๆ หนึ่งแล้วหล่ะ ในหอพักมีน้องคนหนึ่งชื่อ"น้องซิน"

น้องซิน ปกติจะไม่ค่อยได้อยู่หอนี้หรอก หอนี้เอาไว้บังหน้า ปกติจะไปอยู่ ไปนอนที่อื่น เช่าหอไว้ให้ดูว่าสวยใสเวลาพ่อแม่มาเยี่ยม มาหาแหล่ะนะ น้องซินนี่ชอบแอคทีฟเวลากลางคืนประจำ คือจะเสียงดัง ๆ หน่อย ถ้าน้องซินเลือกที่จะนอนที่หอในคืนนั้น น้องซินอยู่ชั้นสามแต่ถ้าเงี่ยหูฟังดี ๆ ก็จะพอได้ยินเสียงเพลงแว่ว ๆ ลงมาได้ไม่ยากในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด  ความดังของน้องซินในเวลาค่ำคืนนี้ไม่ค่อยเป็นปัญหาเพราะว่าเขาพักอยู่ในโซนเพื่อนของเขา คือถ้าเสียงดังก็คงเคลียร์กันได้ ไม่มีปัญหาอะไรผมก็โอเคโดยกลาย ๆ ก็ยอมรับได้ แต่จริง ๆ ก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นหรอก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่น้องซินเลือกจะซักผ้าหยอดเหรียญในเวลาตีสอง น้องซินอยู่กับผมมาราว ๆ 2 ปี ถึงแม้ว่าตู้หยอดเหรียญจะเพิ่งตั้งมา 1 ปี วีรกรรมของน้องซินก็นอกจากจะซักผ้าตีสอง ผมเคยเจอราว ๆ 2 ครั้ง ก่อนหน้าคื่นนี้ที่กำลังจะมีเหตุเกิด และยังเป็นผู้ต้องสงสัยในเรื่องของผ้าใครในเครื่อง คือทิ้งผ้าไว้ในเครื่องไร้การหยอดเหรียญ ไว้สองวันสองคืน จนผมต้องล้วงออกเพราะเห็นว่าไม่เห็นมีใครมาซักมาเป็นเจ้าของ ผมล้วงออกแล้วเอาใส่ถุงพลาสติก วางแถว ๆ นั้น เวลาล่วงเลยไปอีกสองสัปดาห์ไม่มีใครมาเก็บ มาเอาไป ผมก็เลยต้องทิ้ง เอาเป็นว่านิสัยน้องซินก็จะประมาณนี้

กลับมา ผมก็จะปิดหอ คำว่า "ปิดหอ" ก็หมายถึงว่าผมจะเอากุญแจคล้อง ที่ประตูทางเข้าออกหลัก ก็คือประตูที่จอดรถนั่นแหล่ะ แล้วก็คล้องด้วยแม่กุญเจคนภายนอกจะเข้าได้ยากหน่อยเพราะต้องจัดการกับกุญแจที่คล้องด้านใน ถ้ามีทักษะก็จะไม่ยากอะไร การจะทำอะไรแบบนี้ไม่ว่าจะมีทักษะหรือไม่มีจะส่งเสียงเบา ๆ เสมอ จะได้ยินแหล่ะถ้าผมนั่งอยู่ในออฟิศที่ปิดทำการแล้ว แต่ยังไม่นอนนี่จะรู้เลยว่ามีคนกำลังจะเข้าหอ ....... แต่คืนนั้นหลังจากที่ได้ยินเสียงเครื่องซักผ้าทำงาน ผมก็เดินไปชะโงกดูหน่อย ก็เห็นว่ามีการซักผ้า ซึ่งผมก็คิดว่ามีอยู่เจ้าเดียวแหล่ะในหอที่จะทำอะไรแบบนี้ (ซึ่งก็ไม่ผิดภายหลังมาไล่ดูกล้องวงจรปิดก็พบว่าน้องซินมาเอาผ้าตอนตีสี่)  ผมก็เลยตัดสินใจแค่ปิดประตูไว้แต่ไม่ได้คล้องกุญแจ เพราะคิดว่าเดี๋ยวไอ้ซินก็คงลงมาเอาผ้า (คือถึงแม้ว่าผ้าจะซักเสร็จ แต่ซินก็ลงมาเอาช้า ... บอกตรง ๆ ในใจยังคิดว่าไอ้ซินจะต้องลงมาเอาตอนเช้าหล่ะมั้ง ... แต่กระนั้นผมก็เลือกที่จะไม่ล็อกประตู เพราะเดี๋ยวไอ้ซินก็ทำเสียงดังอีกตามนิสัยของเขาหล่ะ)

ผมบอกตรง ๆ ว่าผมไม่ได้ประมาทนะ แต่ก็คิดว่าเดี๋ยวถ้าไอ้ซินเดินลงมา ผมก็คงได้ยินแล้วเดี๋ยวค่อยไปคล้องกุญแจก็ได้ เพราะผ้าซักเหมือนจะนานแล้ว แล้วผมก็ตั้งใจจะนอนช่วงตีสาม คือผ้าซักกับตู้หยอดเหรียญนี่ก็ประมาณชั่วโมงหนึ่ง คือถ้าซินลงมาเอาผ้า ผมก็ค่อยไปคล้องกุญแจ ก็ด้วยความหวังว่าจะได้ยินเสียงหล่ะนะ และการลืมคล้องประตูนี่ก็ไม่ได้เป็นครั้งแรก ในหนึ่งปีอาจจะมีลืม ๆ ประมาณ 3 - 4 ครั้ง ราว ๆ นี้ แล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะเกิดเรื่องอะไรด้วย กล้องวงจรปิดเราก็มี ตั้งแต่ไม่มีกล้องวงจรปิด ตั้งแต่ไหนแต่ไรก็สงบมาตลอดไม่เคยเกิดเรื่อง เคยมีเรื่องรถหายครั้งหนึ่งเมื่อราว ๆ ปี 50 - 51 จำไม่ได้เป๊ะ ๆ แต่ตอนนั้นก็ได้รถคืน รายละเอียดอาจจะมีกล่าวถึงนะครับ

ในตอนนั้นก็จบลงตรงที่ผมเข้านอนแล้วก็ไม่ได้คล้องประตูนั่นแหล่ะ ผมจำได้ว่าคืนนั้นมีเหตุการณ์แปลก ๆ อีกก็คือว่า เด็กประมง วิ่งขึ้นวิ่งลงตอนตี 5 ครึ่ง จนผมไม่ได้นอน ผมต้องออกไปดูว่าใครวะขึ้น ๆ ลง ๆ ตอนเช้ามืดแบบนี้ ก็เป็นเด็กประมงซึ่งในหอมีอยู่หลายห้อง (ประมาณ 4 ห้อง) เข้าใจว่าคงไปดูงาน หรือมีกิจกรรมอะไรตอนเช้าที่มหา'ลัย ก็ออกไปดูเห็นเป็นเด็กประมงไม่ใช่เป็นเพื่อนเขาหรือใครก็เลยไม่ได้เอ็ด ไม่ได้ว่า ก็กลับเข้าไปนอนแต่ย้ายมานอนที่ออฟฟิศแทน มานั่งเงกหลับในออฟฟิศ

มือถือก็ลืมไว้ในห้องนอนนั่นแหล่ะ พอตอนเกิดเรื่องรถหายเด็กโทร ก็ไม่มีคนรับหล่ะ ก็หลายสายอยู่ กว่าผมจะตื่นมาเปิดออฟฟิศก็เป็นเวลาล่วงราว ๆ 9 โมงไปแล้ว แล้วก็เริ่มรู้ว่าได้เกิดเหตุการณืไม่ดีขึ้นมาเสียแล้ว เพราะหน้าหอก็เต็มไปด้วยเด็กเพื่อน ๆ ของตั้ม (คนที่รถหาย) ยืนบ้างนั่งบ้างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันไป  ตอนนั้นก็คือเขาแจ้งตำรวจไปแล้ว




เมื่อผมได้รู้ข้อมูล ผมก็รีบเปิดกล้องดูเลย ซึ่งค้นหาไม่ยาก เพราะของหาย แล้วก็ของที่หายอยู่หน้ากล้องตัวที่อยู่ในระยะชัดที่สุดพอดี มันไม่ยากเลยใช้เวลาไม่ถึงนาที ก้ได้ภาพของคนร้ายเลย



แว้บแรกที่ผมนึก ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นฝีมือของคนรู้จักข้อมูลของตั้ม คือต้องทำความเข้าใจและรู้จักตั้มก่อน ดังนั้นเราจึงจะมาทำความเข้าใจตั้มในมุมมองของผมกัน

1. ตั้ม นอนอยู่ห้องสุดท้ายของชั้น 1 ห้องที่เห็นในรูปนั่นก็คือห้องสุดท้ายของหอพัก แต่ไม่ใช่ห้องของตั้ม เพราะตั้มจะอยู่อีกปีกหนึ่ง ก็คือเป็นห้องตรงข้ามกับห้องในรูป วิวด้านนอกห้องตั้มจะเป็นต้นมะม่วง ถ้าเข้าไปลิงค์ข่าวแล้วจะเห็นรูปที่เขาถ่ายภาพรถของเขา ตั้มเช่าอยู่ตั้งแต่ย้ายมาเรียนปี 1 ที่ราชภัฎเพชรบุรี
2. ตั้มเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะ คนรู้จักเยอะ เมื่อเร็ว ๆ นี้ประมาณช่วงเดือน สิงหา กันยา ตั้มมาบอกว่าขอใช้พื้นที่ด้านหลังหอ โดยเขาจะเก็บกวาดให้ แลกกับเขาขอนั่งเล่น นั่งอ่านหนังสือในพื้นที่ด้านหลัง
3. เนื่องจากที่นี่เรียนไม่หนัก ตั้มมีเวลาว่างเยอะ ตั้มจะใช้เวลาว่างในการแต่งรถ ล้างรถ รื้อรถ ถ่ายน้ำมันเครื่อง อยู่ด้านหลังหอประจำ ๆ แรก ๆ ตั้มก็จะทำอยู่คันเดียว แต่หลังจากเรื่องขอใช้พื้นที่ เพื่อน ๆ ของตั้มก็เข้ามาใช้พื้นที่ตรงนั้นประจำ ในการนั่งคุย นั่งเล่นเกมส์ นั่งแต่งรถ รวมถึงนั่งสูบบุหรี่ ซึ่งผมก็จะต้องคอยปราม แต่ก็จะเห็นก้นบุหรี่บริเวณนั้นประจำ
4. ระยะหลังตั้มลืมกุญแจไว้ในห้องบ่อยมาก เพราะต้องมาขอกุญแจสำรองจากผมประจำ จนเป็นอันดับหนึ่งเรื่องของการขอกุญแจสำรอง เนื่องจากเพื่อนเยอะการเข้าออกบ่อย ๆ ก็เรียกว่ามีความวุ่นวายในระดับหนึ่ง ซึ่งจะดีหน่อยที่จะวุ่นวายในเวลากลางวัน สัปดาห์หนึ่งก็จะมีทติ้งกับกลุ่มเพื่อน ๆ เขา ประมาณ 3 วัน
5. รถคันที่หาย รถของตั้มเป็นรถแต่ง เอกลักษณ์โดดเด่นของรถจะอยู่ที่ล้อกับท่อ ท่อจะเสียงดังสนั่นเลย ถ้าสตาร์ทในหอเสียงจะก้องมาก ตั้มเองก็ดีตรงที่ไม่ค่อยสตาร์ทรถในหอ และก็มักจะดับเครื่องเพื่อไม่ให้เกิดเสียงรบกวน
6. คนที่เข้า ๆ ออกหอพัก ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของหอพัก ก็คือกลุ่มของตั้มกลุ่มเดียว เพราะห้องอื่น ๆ ก็จะอยู่กันแบบเงียบ ๆ นานที ๆ จึงจะมีเสียงดังสักที
7. ตั้มพักเช่าห้องอยู่คนเดียว แต่อยู่ติดกับเพื่อนสนิทเขาอีกคนชื่อชาลี

ดังนั้นจากข้อมูลของตั้มแว้บแรกที่ผมดูกล้องเสร็จแล้วถามตั้มว่ารู้จักไหม ตั้มบอกไม่รู้จัก ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนของเพื่อนของตั้ม เพราะรถตั้มนั้นจอดอยู่ด้านในท้ายสุด ซึ่งเป็นโซนลึกสุดของการจอดรถมอเตอร์ไซด์แล้ว จุดที่จอดก็มืด แคบ แต่มืดแบบพอมองเห็นคนได้ ไม่ได้มืดทึบ เพราะมีไฟเปิดอยู่ด้านหลังหอ คนร้ายเหมือนจะเลือกรถคันนี้

เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เมื่อนานมาแล้วย้อนกลับไปช่วงเมื่อตอนสร้างหอพักและเปิดกิจการได้ใหม่ ๆ ปีที่ 3 หรือ 4 นี่แหล่ะ ก็คงราว ๆ ปี 50 - 51 รถก็เคยหาย รูปแบบการหายคือมีคนมาจีบเด็กในหอ คือไม่ได้เรียน ไม่ได้ทำอะไร ก็ได้แฟนอยู่หอนี้ ผู้หญิงก็พาแฟนมาอยู่ แล้วคนนี้ก็ว่างก็ตะเวนคบเพื่อนไปเรื่อย แล้วรถก็หายเหมือนกับว่าเคยให้เพื่อนยืมรถไป แต่คราวนั้นสามารถตามได้เพราะมีคนชี้เป้าว่าคนเอาไปบ้านอยู่ไหน ก็เรียกตำรวจไปดำเนินการจับกุม หรืออะไรก็ว่าไป ผมก็พาผู้เสียหายขับรถตระเวนสองอำเภอเพื่อไล่ตามเบาะแส ก็ได้รถคืนมาก็ผ่านพ้นไปในคราวนั้น เกิดจากการคบเพื่อน

รอบนี้ปัญหาก็มีความคล้ายกันมาก แต่ต่างกันตรงที่ตอนโน้นมือถือเพิ่งจะมา คือมาแล้วแต่ได้ประมาณไม่กี่ปีดี หอพักผมก็เป็นหอที่เป็นหอปิดท้ายของโซน คือถ้าขับรถผ่านหน้าหอผมไปก็จะเป็นป่าแล้ว ไม่มีบ้านอะไรสักหลังไปอีกยาว ๆ เลยอีกหลายกิโลกว่าจะเจอบ้านอีกหลัง กล้องวงจรปิดก็ไม่มี อินเตอร์เน็ตก็ยังไม่บูม ... มือถือตอนนั้นใช้อินเตอร์เน็ตไม่ได้ก็แล้วกัน จอยังไม่เป็นสีด้วยซ้ำมั้งถ้าจำไม่ผิด หรือเพิ่งเริ่มมีจอสี

กลับมาไทม์ไลน์ปัจจุบัน ตำรวจก็มาถึงที่เกิดเหตุก็มาสอบปากคำ เก็บข้อมูล เก็บรายละเอียด ผมก็ตัดไฟล์วีดีโอส่งให้ตำรวจ เรียกว่าทุุกอย่างจบภายในเที่ยง ไฟล์วีดีโอก็สามารถดูได้ในข่าว หรือในเฟซบุ๊คน้องตั้มแหล่ะนะ (ลิงค์อยู่ในข่าว) ผมก็ส่งมอบข้อมูลทุกอย่างที่เป็นวีดีโอกล้องวงจรปิดนี่คือข้อมูลที่ผมให้แบบไม่หวงไม่กั๊ก รวดเร็ว ฉับไว ไม่ต้องรอนานด้วยซ้ำ

ก็ด้วยความหวังว่าจะจับคนร้ายได้เร็ววัน เพราะภาพออกไปบนอินเตอร์เน็ตก็คาดหวังว่าน่าจะมีคนรู้จักและชี้เป้าได้มากขึ้นก็คือจบไปวันนั้น

วันเสาร์ (1 วันหลังเหตุการณ์)
ผมไปกรุงเทพเพราะน้องสาวคลอดหลานคนใหม่ ก็เลยต้องพาพ่อแม่ไปเยี่ยมน้องสาว ช่วงบ่าย ๆ เย็นก็มีตำรวจโทรมาบอกว่าอยากจะได้ภาพเพิ่ม ผมก็บอกว่าผมไม่อยู่นะ ผมอยู่กรุงเทพ

วันอาทิตย์
ตำรวจก็มาตอนช่วงสาย ๆ ก็มาขอภาพกล้อง ผมก็ส่งไฟล์ให้หลายไฟล์เลยตามที่เขาได้ขอมา ตำรวจก็เหมือนจะเดิน ๆ ไปหาข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ เช่นบ้านอื่น ๆ ด้วยหล่ะนะ  ก็เอาเป็นว่าเรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องที่คนแถวนี้รู้กันหมด ไม่เป็นไรให้จับคนร้ายได้ ผมก็คิดว่าหอก็คงรอดกลับมาอีกครั้ง

ตั้มก็มาขอภาพเหมือนกัน เพื่อเพิ่มเติมจะได้เอาไปลงในเฟซบุ๊คผมก็จัดให้อย่างไม่ติดขัดอะไร ก็ส่งให้ตามที่อยากได้ทุกอย่าง

วันพุธ
ตำรวจเข้ามาอีกหนหนึ่ง เหมือนโดนเร่งมา เพราะคดีนี้ออกสื่อในอินเตอร์เน็ต ออกในเว็บชุมชนของเพชรบุรีด้วยก็คือลิงค์ด้านบนแหล่ะนะ

ตั้มก็มาขอข้อมูลอีก บอกว่าอยากได้ภาพสามวันก่อนหน้านี้ ผมก็บอกว่าได้เดี๋ยวทำให้ แต่ต้องหาอะไรมาเก็บไฟล์ไปนะเพราะไฟล์คงมีขนาดใหญ่พอสมควรกับกล้องสามตัว 3 วันก่อนหน้า ตั้มเริ่มไม่อยากจะลงทุนทำอะไร อยากให้ผมช่วยดูให้ ผมก็ถามกลับไปว่าถ้าเราเห็นว่าเขามาดูลาดเลาเราจะทำอะไรได้บ้าง ตั้มอยากจะให้ผมนั่งดูให้เขา ผมก็บอกว่าไม่ทำให้หรอกนะ อยากได้ก็เอา harddisk หรืออะไรมา save เอาไป หรือจะเลือกเป็นสายแลนก็ได้เดี๋ยวต่อเข้าตัวบันทึกกล้องให้ แล้วไปนั่งดูในห้อง ตั้มก็ไม่เอา ตกลงกันที่ให้ผมเตรียมไฟล์ให้ แต่ตั้มก็ไม่มาเอา ผมก็เสียเวลาเตรียมให้นะ


วันอังคารที่ 10 ธ.ค.
ตั้มมาขอย้ายออก

วันอังคารที่ 17 ธ.ค.
ชาลีขอย้ายออก

วันพุธที่ 18 ธ.ค.
ตำรวจเจอรถอยู่ที่ท่ายาง


โอเค หลังจากที่ผมนั่งดูวีดีโอหลาย ๆ รอบ ผมก็เปลี่ยนใจเป็นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าคนร้ายจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเพื่อน ๆ ของตั้ม หรือแม้แต่การที่คนร้ายอาจจะไม่ได้รู้จักตั้มเป็นการส่วนตัวแต่ใช้วิธีพุ่งเป้า เพราะรถของตั้มก็เป็นรถแต่ง และของแต่งก็คงมีมูลค่า ผมก็อยากจะให้ตำรวจจับคนร้ายได้เร็ว ๆ หล่ะนะเพราะกล้องจับภาพใบหน้าได้ชัดมาก นี่ก็เกือบจะสองสัปดาห์แล้วยังไม่มีข่าวเลยว่าตำรวจทำงานถึงไหน คำถามที่อยากรู้ถาม และอยากรู้คำตอบมากที่สุดก็คืออยากรู้แรงจูงใจหล่ะนะ ว่าทำไมเลือกหอนี้ หรือเดาสุ่ม ผมไม่คิดว่าเป็นการเดาสุ่มนะ ผมว่ามันต้องมีเงื่อนงำ ไม่รู้สิ ...

หอผมนี่เป็นหอที่ติดถนนหลักนะ ห่างป้อมตำรวจประมาณ 200 เมตร (แต่ก็นะ) มีกล่องที่ตำรวจต้องมาเซ็นต์ชื่อแต่ก็เซ็นต์เฉพาะกลางวันแหล่ะ ไม่เคยตรวจกลางคืนเลย คนร้ายรู้หรือเปล่าว่ามีกล้อง และตอนกลางคืนตรงนั้นกล้องก็จะทำงานไฟก็จะติดเพราะกล้องจะสาดแสงอินฟราเรด

สำหรับผมผมก็คิดว่าคำเดียวที่อธิบายได้ง่าย ๆ กับตัวผมเลยก็คือ ถึงคราว "ซวย" เพราะชีวิตปกติของหอพักก็ดำเนินมาแบบนี้ เรื่องการเข้าออกตอนกลางคืนก็มีการปรับให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นตามกาลเวลา เพราะการแข่งขันมันก็สูง คนเช่าทั้งหมดก็เป็นเด็กที่มาเรียนที่ราชภัฎ ส่วนตัวผมถ้าใครอยู่กับผมมานานเขาจะบอกได้เลยว่า ผมปิดหอตอนราว ๆ 5 ทุ่ม และเมื่อจูงรถเก็บเข้าไปเก็บไว้ในหอแล้วคือผมก็จะไม่ออกอีกแล้ว ไม่มีการออกไปหาอะไรกินหลังจากที่ผมเก็บรถแล้ว ชีวิตก็วน ๆ แบบนี้ไม่เปลี่ยนแปลงเลย น่าจะพูดได้ว่าตั้งแต่เปิดกิจการเลย นี่คือกิจวัตรของหอพัก คือถึงแม้ผมไม่ได้นอนแต่ธุระทุกอย่างก็จะจบลงหลังจาก 5 ทุ่ม ผมอาจจะนั่ง อาจจะตื่น หรืออาจจะนอนไปแล้วก็ได้ แต่ก็คือประมาณนี้ตลอด

ถ้าหอปิด 5 ทุ่ม แบบปิดตายเลย เข้าออกไม่ได้ ผมก็กล้าพูดเลยว่าผมหน่ะโอเค แต่กับเด็ก ๆ คงไม่โอเคเท่าไหร่ บางทีผมก็สะดุ้งตื่นตอนตีสาม ตีห้า ประจำ เพราะได้ยินเสียรองเท้า เสียงเกือก กระทบกับพื้น เด็กสมัยนี้นอกจากจะจอดรถแปลก ๆ แล้ว วิธีการใช้ชีวิตแบบเกรงใจแบบเคารพคนอื่นก็ดูจะลดลงด้วย (แต่จะว่าไปก็พวกผู้ใหญ่ คนโต ๆ ก็เป็น สังเกตจากการจอดรถยนต์หน้าหอพักนี่แหล่ะ)

บรรยากาศรอบตัว ..... ไม่รู้สิ ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า ? เหมือนคนเช่าคนอื่นก็จะมองว่าผมผิด เกิดความปั่นป่วนในหอพักมากมาย โดยปกติแล้วหออื่น ๆ อาจจะมีการทักทายพูดคุยกันถ้าคนดูแลหรือเจ้าของหออัธยาศัยดี สำหรับผมนี่เหมือนผมจะคอยอำนวยความสะดวกมากกว่านะ ไม่ค่อยทักทายพูดจาปราศรัย บรรยากาศในหอก็เปลี่ยนไป ผมนี่ก็ได้แต่ร้องเห้อ สิ่งที่อุตส่าห์ทำมาไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงหอ การทำโน่นเติมนี่ การแก้ปัญหาให้หอน่าอยู่ การทำอะไรให้มันยืดหยุ่นแข่งขันกับเจ้าอื่นได้ ก็เหมือนเดินถอยหลัง หรือพังพินาศไป

โชคดีมีอยู่อย่างเดียวคือกล้องตัวที่จับภาพได้นี่คือเพิ่งเปลี่ยนใหม่ ตัวเก่ากลางคืนนี่มองไม่เห็นภาพเลย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเป็นกล้องที่ติดมานานแล้วประมาณ 5 - 6 ปีแล้ว ภาพที่ได้เลยออกมาชัด นี่ถ้าเป็นกล้องตัวเก่าก็จะได้ภาพมืด ๆ แบบไม่เห็นอะไรมากอาจจะเห็นเป็นจุด ๆ ขาว ๆ ก็ได้

หลังจากรถหายไปสองสัปดาห์ (เกือบ 3 สัปดาห์) แล้วได้คืน โดยที่ชิ้นส่วนที่หายไปคือไฟท้าย และป้ายทะเบียน สิ่งที่เหลือในอินเตอร์เน็ตคือหอพักนี้เคยมีรถหาย ซึ่งบางทีก็คิดว่าไม่ค่อยยุติธรรมเลย เด็ก ๆ ก็ย้ายออกรายได้ก็หายไป

เรื่องเด็กย้ายออกก็ไม่ใช่ว่าอยากจะให้เกิดขึ้นหรอก ถึงแม้ว่าพวกนี้จะสร้างความลำบากให้ผมบ้างเป็นครั้งคราวแต่ก็นะ ถ้าย้ายออกย้ายออกเพราะไม่มีเรื่องผมจะโล่งใจมากกว่า บอกตรง ๆ ส่วนหนึ่งเล็ก ๆ ในใจ นอกจากความซวยแล้วก็คิดว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้าตั้มออก ชาลีออก ก็จะทำให้ความวุ่นวายในการรวมกลุ่มมั่วสุม ไม่ต้องได้กลิ่นบุหรี่หลังหอ พร้อมกับการทิ้งก้นบุหรี่ไว้ให้ดูต่างหน้า โดยไม่เกรงใจเลยว่าหอพักห้ามสูบบุหรี่ การเดินถอดเสื้อออกนอกห้องพักซึ่งผมก็เตือนบ่อย ๆ แต่ก็เหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวานั่นแหล่ะ แล้วการฉีดพ่นสเปรย์เพื่อทำสีอุปกรณ์แต่งรถของพวกมัน ทำหอผมมีแต่รอยสีสเปรย์สีดำเปื้อนเป็นหย่อม ๆ ไปหมด แล้วมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งของตั้ม พูดคำว่า "ไอ้เหี้ย" ได้ทุกประโยคที่พ่นลมตดออกมาทางปาก ผมก็โคตรเกลียดเลย จะหาจังหวะว่ามันอยู่แต่ยังไม่ได้ว่าก็เกิดเรื่องเสียก่อน

ในตอนนี้รายละเอียดเรื่องการได้รถมาอย่างไรก็ไม่ชัดเจน คือเขาบอกว่าคนที่เอาไป มาทิ้งรถไว้ข้างทางก่อนจะมีคนแจ้งไปแล้วตำรวจก็ได้รับแจ้งแล้วเอามาคืนเจ้าของรถ ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ขาดข้อมูลจนผมต้องแอบส่งเพื่อนที่รู้จักไปสืบก็ยังไม่ได้ความมา เลยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นแต่เห็นว่ายังไม่เจอคนเอาไป ถึงแม้ว่าจะออกหมายจับแล้ว เจอรถอยู่ที่อำเภอท่ายาง ก็เป็นอำเภอติดต่อกัน

สุดท้ายสิ่งที่ผมอยากรู้ที่สุดคือ
คนร้ายมีแรงจูงใจอะไรในการกระทำการครั้งนี้ รู้จักกับตั้มไหม เล็งรถไว้หรือเปล่า เพราะเห็นได้ชัดว่ามีการเตรียมตัวเตรียมกุญแจผีมาไข ... ความสัมพันธ์กับตั้ม เป็นเพื่อนของเพื่อนไหม หรือเป็นเรื่องอื่นเช่นเจ้าหนี้ลูกหนี้